เนื้อหา

คงจะดี ถ้าไม่ต้องมีผู้นำ!

บทความ
1182 views
24 ก.พ. 63

เห็นด้วยหรือไม่ กับคำกล่าวที่ว่าคงจะดีถ้าไม่ต้องมีผู้นำ เพราะเราจะได้มีคนที่พร้อมสร้างสรรค์

แบบไม่หยุดนิ่งมีทีมที่เปิดกว้างกับการทดลองทำอะไรใหม่ๆ และมีเครือข่ายเพื่อนพันธมิตรที่ไม่

ต้องมุ่งแข่งแย่งเอาประโยชน์จากกัน

เปล่าๆ ไม่ได้จะแซว หรือหาเรื่องกับใคร แต่กำลังสะท้อนเสียงในใจของคนในยุคสมัยนี้ ที่มาของเสียง มีทั้งจากที่

ได้ฟังจากคนรอบข้างรวมทั้งลูก ศิษย์ และที่มาจากการไปฟังผู้รู้ในเวทีต่างๆ เค้าเล่าให้ฟังเสียงที่สะท้อนมา ล้วนเป็น

ไปในทิศทางเดียวกันว่าการจะทำงานให้ได้ผลดีที่สุด ทั้งทีมน่าจะมาร่วมกันคิดร่วมกันทำ ต่างคนต่างก็เป็นผู้นำใน

ตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาออกคำสั่งหรือบอกให้ต้องทำสิ่งต่างๆ

 

สัปดาห์นี้มีโอกาสไปฟังการอัพเดทความรู้ A new decade of leadership learning จัดโดยบริษัท Slingshot

ซึ่งทาง CEO ของบริษัทฯได้มาให้ข้อคิดถึงเทรนด์การเป็นผู้นำในทศวรรษใหม่นี้ ตอนหนึ่งท่านได้พูดถึง Shared

Leadership หมายถึง การที่ทุกคนมามีความเป็นผู้นำร่วมได้ ไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องมีตำแหน่งผู้นำในองค์กร

แต่ทุกคนล้วนสามารถมีความเป็นผู้นำในตัว ทั้งนี้ ต้องมาจากปัจจัยพื้นฐานหลายอย่าง

เพราะความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายด้านและรวดเร็วรุนแรง การเตรียมบุคลากรที่มีความพร้อมอยู่ในความ

ผันผวน และพร้อมปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงจึงสำคัญมากกว่า และคนเหล่านี้ก็มักจะมีลักษณะไม่ชอบ

ถูกบังคับให้ต้องจำนนทำ

สังเกตได้ชัดสุดก็จากคนรุ่น Gen Y หรือ Gen Z ที่ผู้บริหารยุคเก่าเคยบ่นว่ามีความดื้อ ไม่ค่อยฟังใครลึกๆ

แล้วก็มาจากฐานความไม่อยากอยู่นิ่งต้องการการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่ที่จะผลักดันเอาด้านบวกมาใช้สร้าง

ประโยชน์ให้องค์กรได้หรือเปล่า

ปัจจัยถัดมาว่าด้วยระดับกลุ่ม แม้จะมีความเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ต้องพร้อมทำงานเป็นทีมเพื่อไปสู่เป้าหมาย

ที่ยิ่งใหญ่กว่า โดยพื้นฐานสำคัญมาจากการเรียนรู้ที่จะฟังอย่างเปิดใจไม่ตัดสินอะไรไปก่อน และเมื่อฟังแล้วก็

ควรพิจารณาแง่มุมที่จะผสานใช้ หรือถ้าเห็นว่าไม่ใช่ก็ต้องพร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนก่อนไปสู่การตัดสินใจผู้ร่วม

เสวนาท่านหนึ่งเล่าไว้น่าสนใจว่า ผู้นำบางท่านพยายามให้ลูกน้องได้พูดแสดงความเห็น แต่สุดท้ายก็

สรุปเองว่าผมเห็นต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น ลูกน้องได้แต่คิดในใจว่า แบบนี้แล้วจะให้พูดไปทำไม (ฟระ?)

 

ทีมที่สามารถสร้างความเป็นผู้นำของทุกคนในทีมได้ ยังต้องมีความเปิดกว้างกับผลงานที่ไม่จำเป็น

ต้องออกมาสมบูรณ์สุดหรือผิดพลาดไม่ได้ เรื่องนี้ต้องปลดล็อกกันชุดใหญ่เพราะองค์กร

ในยุคหนึ่งพูดถึงแต่เรื่องความเป็น Excellence กับเรื่องการกำจัดความเสี่ยงเลย ทำให้คนไม่กล้าขยับตัวหลุด

จากกรอบที่วางไว้และคิดว่าดีแล้ว แต่ยุคนี้พบว่ายิ่งพยายามเป็นแบบนั้นยิ่งเสี่ยงจะล่มสลาย เพราะมีความแข็งตัว

จนไม่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เมื่อเจอความเปลี่ยนแปลงจึงปรับตัวตามไปไม่ทัน

 

สุดท้ายถัดจากระดับกลุ่มหรือองค์กรยังมีระดับการประสานความร่วมมือกับเครือข่าย หรือการเชื่อมโยง

กับข้างนอก ซึ่งหมายถึงว่า ความเป็นผู้นำถูกกระจายแบ่งไปกับหน่วยงานอื่น คงจะสนุกดีถ้าในเกมการแข่งขัน

ไม่ต้องมีผู้นำหรือผู้ตาม ไม่ต้องมีผู้ชนะหรือผู้แพ้ แต่มีผู้นำร่วมกันในตลาด ขึ้นอยู่กับว่าต่างคน ต่างวัดผลและมุ่ง

ทำงานของตัวเองไปในมิติไหน แบบนี้อาจทำให้องค์กรต่างๆ มองเห็นโอกาสใหม่ๆ เพราะไม่ถูกตัวชี้วัดตัวเดียว

มาครอบงำไว้

 

กรุงเทพธุรกิจ

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/866423?utm_source=category&utm_medium=internal_referral