ความเป็นมา
"การแก้ปัญหาสังคม ต้องเริ่มที่สถาบันครอบครัว"
ครอบครัว เป็นหน่วยย่อยที่สำคัญที่สุดของสังคมแต่มีความสำคัญมากที่สุด
การแก้ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น
ปัญหาเยาวชน
ปัญหายาเสพติด
ปัญหาการทะเลาะวิวาท
ล้วนต้องเริ่มต้นจากการสร้างรากฐานที่ดีในสถาบันครอบครัว
โดยการ สร้างความรัก ความเข้าใจ ความอบอุ่น และปลูกฝังศีลธรรม ให้เกิดขึ้นในครอบครัว
ซึ่งจะทำได้นั้น ต้องเกิดจากการฝึกฝนและพัฒนานิสัยที่ดีอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
เพราะ...
"นิสัยที่ดี" คือรากฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
ครอบครัวที่อบอุ่น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ สังคมที่สงบสุข
เราจะฝึกนิสัยที่ดีให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
เราต้องฝึก "คิดดี พูดดี ทำดี" อย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย และอยู่ในกลุ่มคนที่คิด พูด ทำดี เพื่อเป็นพลังหมู่ในการทำอย่างต่อเนื่อง
เราจะสร้างนิสัยที่ดีให้มั่นคงได้อย่างไร ?
นิสัยที่ดีอุปมาเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่ผู้คน
ต้นไม้เช่นนี้จะเติบโตมั่นคง แข็งแรง และงอกงามได้ ก็ด้วย รากแก้วที่หยั่งลึกอยู่ใต้พื้นดิน แม้เราจะมองไม่เห็น แต่รากเหล่านี้กลับเป็นหัวใจสำคัญที่สุด
เช่นเดียวกับการสร้าง “นิสัยแห่งความดี” ที่แท้จริง
ก่อนจะออกดอก ออกผล หรือแผ่ร่มเงาให้กับใครได้ เราจำเป็นต้องมี “รากฐานภายใน” ที่มั่นคงก่อน
รากฐานภายในนั้นก็คือ สามารถรับผิดชอบต่อตนเองได้ ได้แก่
- การรักษาศีล 5 เป็นปกติ รับผิดชอบต่อกายและวาจา ไม่ให้เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น
- การสวดมนต์ นั่งสมาธิ อย่างสม่ำเสมอ รักษาจิตใจ ให้เข้มแข็ง มีสติเสมอ
- การมีนิสัยรักความสะอาด เป็นระเบียบ ดูแลปัจจัย 4 ของตนเองให้เรียบร้อยได้
เมื่อเรามีรากที่มั่นคง เราจึงพร้อมเติบโตสู่การคิดดี พูดดี และทำดีต่อผู้อื่น
นอกจากดูแลภายในแล้ว ต้นไม้แห่งความดีก็ต้องการ “แสงแดดแห่งพลังใจ”
จึงควรมีการ ประชุมรวมกลุ่มกับบุคคลผู้ฝึกตนในแนวทางเดียวกัน อย่างต่อเนื่อง เป็นการเติมแรงบันดาลใจและหล่อเลี้ยงพลังให้การฝึกฝนไม่เหี่ยวเฉา คือ กิจวัตรข้อที่ 7
สิ่งเหล่านี้รวมกันเรียกว่า “7 กิจวัตรความดี”
ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยนำ ธรรมะไปสู่ภาคปฏิบัติ ได้อย่างแท้จริง
เป็นแนวทางที่ ทำได้ง่าย แต่ทรงพลัง เพราะเน้นการเปลี่ยนแปลงจาก ภายในสู่ภายนอก อย่างลึกซึ้งและยั่งยืน
หลักสูตร 7 กิจวัตรความดี
คือการนำธรรมะไปสู่ภาคปฏิบัติ ในรูปแบบของกิจวัตร 7 ข้อ เพื่อฝึกฝนพัฒนาสร้างนิสัยที่ดี โดยการ "คิดดี พูดดี ทำดี" อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ผ่านการบันทึกการทำกิจวัตรทั้ง 7 ในสมุดบันทึกความดี
ประกอบด้วยกิจวัตรประจำวัน 6 ข้อ กิจวัตรประจำสัปดาห์ 1 ข้อ ได้แก่
กิจวัตรข้อที่ 1 รักษาศีล 5
ศีล: หลักประกันความสุขในยุคใหม่
เมื่อพูดถึง "ศีล" คนส่วนใหญ่มักนึกถึงข้อห้าม พอฟังแล้วก็รู้สึกน่าเบื่อ เป็นเครื่องของคนคร่ำครึ ไม่ทันสมัย ไม่อยากทำตาม แต่แท้ที่จริงแล้ว ศีล แปลว่า ปกติ คือความปกติของมนุษย์ ที่จะไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น และเป็นหนึ่งในรากฐานของการคิดดี พูดดี ทำดี
เพราะการที่จะคิดดี พูดดี ทำดีเป็น จะต้องไม่คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่วเป็นเสียก่อน ฉะนั้นนิสัยดีข้อแรกที่ต้องฝึก ก็คือนิสัยแห่งการสำรวมกายและวาจาไม่ทำความชั่วนั่นเอง
หากเราดูจากข่าวปัญหาสังคมแต่ละวัน เราก็จะเห็นว่าปัญหาสังคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุเมาแล้วขับ การทะเลาะวิวาท การฆ่าและทำร้ายร่างกาย ครอบครัวแตกแยก ล้วนเกิดมาจากการไม่รักษาศีล 5 ทั้งสิ้น ศีล 5 จึงเป็นเหมือนหลักประกันความสุขพื้นฐานให้กับตนเองและคนรอบข้าง
ศีล 5 กฎแห่งความสุขที่ใครๆ ก็ทำได้
- เว้นจากการฆ่าและทำร้ายสิ่งมีชีวิต
- เว้นจากการลักทรัพย์ ทุจริต ฉ้อโกง
- เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ล่วงเกินบุตรและภรรยาของผู้อื่น
- เว้นจากการพูดโกหก พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ
- เว้นจากการดื่มและเสพของมึนเมา
ศีลคือการลงทุนกับความสุข
การรักษาศีลไม่ใช่การเสียสละหรือการจำกัดตัวเอง แต่เป็นการลงทุนกับความสุขในอนาคต เหมือนกับการออกกำลังกาย ตอนแรกอาจลำบาก แต่เมื่อทำเป็นนิสัยแล้ว จะรู้สึกแปลกๆ หากไม่ทำ
ผลตอบแทนของการรักษาศีล
- ความสุขส่วนตัว: จิตใจสงบ นอนหลับสบาย ไม่มีความผิดใจ มีพลังในการทำงาน
- ความสัมพันธ์ที่ดี: ได้รับความไว้วางใจ มีเพื่อนแท้ ครอบครัวอบอุ่น ได้รับความเคารพ
- ความมั่นคงในชีวิต: ไม่มีปัญหากฎหมาย มีหน้าที่การงานมั่นคง ไม่ต้องกลัวอะไร
- การเป็นแบบอย่าง: ลูกหลานภาคภูมิใจ เป็นที่เคารพของคนรอบข้าง สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น
ศีลไม่ใช่ข้อห้าม แต่เป็นเส้นทางสู่อิสรภาพ
การรักษาศีลไม่ได้ทำให้เราเป็นคนเก่าแก่หรือไม่ทันสมัย แต่กลับทำให้เราเป็นคนที่มีอิสรภาพอย่างแท้จริง อิสระจากความกังวล อิสระจากความผิด อิสระจากการถูกครอบงำด้วยกิเลส
เมื่อเราไม่ต้องโกหก เราจะไม่ต้องจำเรื่องโกหก เมื่อเราไม่ทำผิด เราจะไม่ต้องกลัวว่าจะถูกจับได้ เมื่อเราไม่นินทา เราจะไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะนินทาเรา
ศีลคือเทคโนโลยีชีวิตที่ทดสอบมาหลายพันปี ไม่มีวันล้าสมัย เพราะธรรมชาติของมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน เราต้องการความรัก ความเชื่อถือ ความปลอดภัย และความสงบสุข ซึ่งศีลเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่สิ่งเหล่านี้
"ศีลคือรากฐานของความสุข คนที่มีศีลจะมีความสุขตามมาเองโดยไม่ต้องเสาะหา"
กิจวัตรข้อที่ 2 สวดมนต์ นั่งสมาธิ
ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว เราคงเคยได้ยินคำนี้ เพราะใจเป็นจุดเริ่มต้นของความคิด คำพูด และการกระทำทั้งหมด ใครที่จิตใจผ่องใส จะคิดก็คิดดี จะพูดก็พูดดี จะทำก็ทำดี ชีวิตก็จะดีตามไปด้วย ในทางกลับกันใครที่จิตใจขุ่นมัว คิดลบ ก็จะทำให้ชีวิตพลอยแย่ลงตามไปด้วย ฉะนั้นการดูแลรักษาใจให้ผ่องใส และพัฒนาจิตใจให้มีสมาธิตั้งมั่น จึงเป็นรากฐานของการสร้างนิสัยดี
โดยการพัฒนาจิตใจให้ผ่องใสนั้น สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการสวดมนต์และนั่งสมาธิ
การสวดมนต์ คือ การระลึกถึงพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ นึกถึงคุณธรรมความดี ตามบทสวด ความดีงามและควาเป็นสิริมงคลก็จะเข้ามาสู่จิตใจของเรา ทำให้ใจสบาย สงบ คลายจากความเซ็ง เครียด เบื่อ กลุ้ม กังวล ในแต่ละวัน ทำให้เราหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข
การนั่งสมาธิ คือ การนำใจที่ซัดส่าย คิดในเรื่องราวต่างๆ ฟุ้งซ่านไปมา กลับมาสงบ หยุดนิ่งอยู่ภายในกลางตัว ด้วยการฝึกปล่อยวางทางความคิดจากเรื่องราวต่างๆ ให้มีสติอยู่กับตัวอย่างสบายๆ ให้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ใจที่มีสติอยู่กับตัว อย่างสบายๆ และต่อเนื่อง จะทำให้เกิดสมาธิ ซึ่งสมาธิจะทำให้จิตใจตั้งมั่น มีกำลัง เข้มแข็ง แต่อ่อนโยน นุ่มนวล ผ่องใส ทำให้พร้อมที่จะพัฒนาตนปรับปรุงตนเอง และเกิดปัญหาที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น
ประโยชน์ของการสวดมนต์ นั่งสมาธิ
- เพิ่มสมาธิและสติ ใจอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น
- ใจเย็น สุขุม รอบคอบ
- สุขภาพดี ลดความเครียด ทำให้หลับง่ายขึ้น เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย
- ลดอารมณ์เชิงลบ เช่น ความหงุดหงิด ความโกรธ และความวิตกกังวล
- พบความสุขภายใน ฯลฯ
วิธีการทำสมาธิ
หลักสำคัญในการเจริญสมาธิภาวนา คือ สติ กับ สบาย
สติ คือ ความรู้ตัวในปัจจุบันขณะ
สบาย คือ เริ่มตั้งแต่ ไม่เดือดร้อน ไม่ทุกข์ร้อน ไปจนกระทั่ง ผ่อนคลาย สบายอกสบายใจ
เริ่มต้นนั่งสมาธิได้ง่ายๆ ดังนี้
- ทำกายและใจให้สบาย ใจเย็นๆ
- นั่งในท่าที่สบาย ที่เราสามารถนั่งได้นานๆ ท่ามาตรฐานคือมือขวาทับมือซ้าย เท้าขวาทับเท้าซ้าย นิ้วชี้มือขวาจรดนิ้วโป้งมือซ้าย
- หลับตาเบาๆ ผ่อนคลายสบาย
- หายใจเข้าลึกๆ ให้ลมหายใจเข้าไปสุดในท้อง ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ 3 ครั้ง
- วางใจนิ่งๆ ที่กลางท้อง ในตำแหน่งที่สุดของลมหายใจ อย่างสบายๆ
- ถ้าฟุ้งไปคิดเรื่องอื่น ให้นึกเป็นภาพ พระพุทธรูป หรือ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ที่กลางท้อง และภาวนาควบคู่ไปว่า "สัมมาอะระหัง" ทำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใจสงบนิ่ง
- ทำใจนิ่งๆ นุ่มๆ เบาๆ สบายๆ ให้ต่อเนื่อง ให้นานเท่าที่จะนานได้
กิจวัตรข้อที่ 3 จัดเก็บห้องนอน ห้องน้ำ ให้สะอาดเป็นระเบียบ
นิสัยเกิดจากสิ่งที่เราทำซ้ำๆ บ่อยๆ เป็นประจำจนเกิดความเคยชิน เหมือนกับการเดินไปทางเดิมทุกวัน จนเกิดเป็นทางเดินที่ชัดเจน ฉะนั้นการเริ่มพัฒนานิสัย จึงต้องเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว ที่เราทำซ้ำๆ บ่อยๆ ในทุกๆ วัน
ที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือ การฝึกดูแลรักษาห้องนอนและห้องน้ำของเรา ให้สะอาดและเป็นระเบียบ
เรียนรู้จากเจ้าของธุรกิจญี่ปุ่น
คุณ Hidesaburo Kagiyama อดีตประธานบริษัท Yellow Hat ร้านขายอะไหล่รถยนต์ที่มีสาขาทั่วญี่ปุ่น ได้แชร์ประสบการณ์ที่น่าสนใจไว้ 7 ข้อ:
- การฝึกความถ่อมตน: ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหน หากคุณไม่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ก็จะไม่มีใครอยากเจรจาด้วย และการฝึกเรื่องการอ่อนน้อมถ่อมตนนี้ สามารถทำได้โดยการทำความสะอาดห้องน้ำ
- การแยกแยะสิ่งสำคัญ: สิ่งที่แบ่งแยกระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้ คือการรู้จักแยกแยะสิ่งที่มีประโยชน์และไร้ประโยชน์ออกจากชีวิต ซึ่งทำได้โดยการจัดห้องนอน
- ความใส่ใจในรายละเอียด: การฝึกความใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อาจส่งผลต่อเรื่องใหญ่ๆ กลอนของเซนกล่าวว่า 'เมื่อเราเข้าบ้าน ถอดรองเท้า วางอย่างเป็นระเบียบ ชีวิตเราก็จะเป็นแบบนั้น'
- การลงมือทำจริง: การลงมือทำสำคัญกว่าการพูด คนเป็นผู้นำต้องแสดงให้เห็นว่าตัวเองมีความสามารถทำสิ่งต่างๆ ที่ตัวเองรับผิดชอบได้ด้วยตัวเอง
- การมีพลังชีวิต: การจะมีชีวิตที่มีจุดมุ่งหมายได้นั้น จะต้องเป็นคนกระตือรือร้นและกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ การทำความสะอาดห้องน้ำเป็นการฝึกที่ดี
- การชื่นชมชีวิต: คนที่มีความสุขมักจะชื่นชมสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวได้ การทำความสะอาดบ้าน ทำให้เราสามารถชื่นชมสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต
- การชำระจิตใจ: แน่นอนคุณไม่สามารถควักหัวใจออกมาขัดๆ ถูๆ ได้ แต่การขัดถูสิ่งต่างๆ ที่มองเห็น ทำให้จิตใจของเราสว่างไสวยิ่งขึ้น
เริ่มต้นอย่างไรให้ได้ผล
ห้องนอน: โรงเรียนแห่งความรับผิดชอบ
ทำอะไร: เริ่มจากตื่นนอนแล้วหันกลับมาพับผ้าห่ม จัดเก็บที่นอนให้เรียบร้อยก่อนไปทำธุระอย่างอื่น
ได้อะไร:
- นิสัยรับผิดชอบต่อตนเอง: เราเรียนรู้ที่จะจัดการกับสิ่งที่เป็นหน้าที่ของเรา
- นิสัยลงมือทำ: ไม่ผัดผ่อน ไม่หาข้อแก้ตัว
- ไม่ทำงานคั่งค้าง: เสร็จเรื่องหนึ่งแล้วค่อยทำเรื่องต่อไป
- รู้จักบริหารเวลา: เริ่มวันด้วยการทำสิ่งที่วางแผนไว้
- เป็นนักพัฒนา: เรียนรู้ที่จะปรับปรุงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น
ตู้เสื้อผ้า: โรงเรียนแห่งการจัดระบบ
ทำอะไร: พับผ้าเท่ากัน วางหรือแขวนเรียงสีเรียงชนิด แบ่งประเภทจากต่ำไปสูง
ได้อะไร:
- ความช่างสังเกต: สังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
- การวางแผน: คิดล่วงหน้าว่าจะใส่อะไรเมื่อไหร่
- จัดระบบระเบียบ: สร้างความเป็นระเบียบในชีวิต
- จัดลำดับความสำคัญ: รู้ว่าอะไรใช้บ่อย อะไรใช้น้อย
- มีสัมมาคาราวะ: รู้จักแต่งตัวให้เหมาะสมกับโอกาส
- รู้จักตัดใจ: สละสิ่งของที่ไม่ใช้ออกไป
ห้องน้ำ: โรงเรียนแห่งความถ่อมตน
ทำอะไร: หมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ เช็ดพื้นให้แห้ง ไม่ปล่อยให้สิ่งสกปรกหมักหมม จัดระเบียบอุปรกรณ์ของใช้
ได้อะไร:
- ลดทิฏฐิมานะ: ไม่ดูถูกงานใดงานหนึ่ง
- ฝึกความถ่อมตน: ทำงานที่น้อยคนจะชอบทำ
- ฝึกความอดทน: ทำงานที่ไม่สนุก แต่จำเป็น
- รับผิดชอบ: จัดการกับความสกปรกที่ตนเองทำไว้
- ไม่เกียจคร้าน: บังคับตัวเองทำสิ่งที่ไม่อยากทำ
ผลที่ตามมา
เมื่อเราฝึกดูแลห้องนอน ห้องน้ำ ให้สะอาดเป็นระเบียบเป็นประจำแล้ว นอกจากจะได้นิสัยที่ดีแล้ว ก็จะทำให้เราคุ้นชินกับสิ่งแวดล้อมที่สะอาด เป็นระเบียบ
สิ่งไหนที่ไม่สะอาด ตลอดจนความคิด คำพูด การกระทำที่ไม่สะอาด ไม่เหมาะไม่ควร เราก็จะไม่ชอบไปด้วย
ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันสิ่งไม่ดีและช่วยรักษาความดีของเราไว้ได้
สรุป: เล็กๆ แต่ใหญ่โต
การดูแลห้องนอนและห้องน้ำอาจดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่เป็นการฝึกทักษะชีวิตที่สำคัญที่สุด อย่างความรับผิดชอบ ความอดทน ความถ่อมตน และการมองเห็นรายละเอียด
เมื่อเราทำเรื่องเล็กได้ดี เรื่องใหญ่ก็จะทำได้ดีตามมา เพราะนิสัยดีจะแพร่กระจายไปในทุกด้านของชีวิต
"ห้องสะอาด ใจใส ชีวิตเป็นระเบียบ"
เริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ เริ่มจากการพับผ้าห่มหลังตื่นนอน เพียงแค่นี้ก็เป็นก้าวแรกสู่การเป็นคนที่มีนิสัยดีแล้ว!
กิจวัตรข้อที่ 4 คิดดี... ด้วยการจับดีคนรอบข้าง
ทุกๆ วัน เราต้องเจอกับคน สัตว์ สิ่งของ และเหตุการณ์ต่างๆ มีทั้งที่เราพอใจ และไม่พอใจ ธรรมชาติของใจคนมักจะเห็นและจำข้อเสียหรือข้อบกพร่องของผู้อื่นได้ง่าย เหมือนผ้าขาว ที่มีจุดสีดำ เรามักจะมองเห็นจุดสีดำก่อนเสมอ แต่ธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนก็ต้องการให้ผู้อื่นเห็นความดีของตัวเรา ต้องการคำชื่นชม ให้กำลังใจ และให้อภัยกับข้อบกพร่องของตนเองทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้เอง การฝึกให้ตัวเองคิดดี ด้วยการจับดีคนรอบข้าง จึงมีความสำคัญและมีผลต่อตัวเราและบุคคลรอบข้างอย่างยิ่ง
การจับดี คือ การมองให้เห็นความดี ข้อดี ของผู้อื่น การจับดีจะชัดเจนและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ถ้าเราได้จดบันทึกและเขียนความดีนั้นลงไป เมื่อฝึกบ่อยๆ เข้า คุณธรรมข้ออื่นๆ ก็จะตามมา เช่น ความเคารพ ความกตัญญู การรู้อภัย ความกรุณา การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวและผู้อื่น ก็จะดีตามไปด้วย
เพราะเมื่อเราเห็นความดี ความรู้สึกก็จะเปลี่ยนไป คำพูดก็จะสร้างสรรค์ ให้พลังบวก ผู้ที่จับดีจนเป็นนิสัย จะทำให้จิตใจฉับไวต่อด้านดีของสิ่งต่างๆ แม้จะพบอุปสรรคความยากลำบาก ก็จะเห็นข้อดีและสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้
ประโยชน์ของการจับดี
- เป็นผู้ไม่โกรธ ไม่เครียดง่าย ไม่มีความเดือดร้อน เพราะรู้จักให้อภัย
- จิตใจผ่องใส ทำสมาธิได้ดี
- คุณธรรมอื่นๆ เจริญงอกงาม เช่น ความเคารพ ความกตัญญู
- คุณธรรมของบุคคลอื่นก็จะถ่ายทอดมาสู่ตัวของเรา
- มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เข้ากับบุคคลอื่นได้ง่าย
- ครอบครัวอบอุ่น
- ทำงานเป็นทีมได้ดีและมีประสิทธิภาพ
กิจวัตรข้อที่ 5 พูดดี...ด้วยการพูดจาไพเราะ
70% ของปัญหาครอบครัว เกิดจากการสื่อสารที่ไม่ดี เพราะคำพูดของเราเป็นได้ทั้งอาวุธที่พร้อมจะทำลายทุกความสัมพันธ์ หรือเป็นดอกไม้แย้มบานในใจผู้คน การพูดจึงเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต เพราะตลอดชีวิตของเรา ต้องอาศัยการพูดในการสื่อสาร พูดดีก็เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต พูดไม่ดีก็จะทำให้ชีวิตย่ำแย่ได้
เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกนิสัยการพูดจาไพเราะ ซึ่งเราสามารถฝึกฝนโดยเริ่มต้นจากคำพูดง่ายๆ เช่น สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ ขออภัย ยินดีด้วย อนุโมทนาบุญด้วย เป็นต้น
สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ ในทุกเช้ากับคนในครอบครัว คุณครู เพื่อนร่วมงาน พร้อมรอยยิ้ม จะเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีโดยรอบ
ขอบคุณ เมื่อเราได้รับความช่วยเหลือ หรือความมีน้ำใจจากผู้อื่นแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม
ขอโทษ ขออภัย ด้วยความจริงใจ เมื่อเราทำผิดพลาด ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม ไม่ถือทิฏฐิ ไม่คิดว่าการขอโทษคือความพ่ายแพ้ การกล่าวคำขอโทษก่อนจะช่วยลดการกระทบกระทั่งกัน และทำให้ให้อภัยซึ่งกันและกันได้
แสดงความยินดี หรืออนุโมทนาบุญด้วย เป็นคำพูดแสดงความยินดีกับความสำเร็จหรือการทำความดีของผู้่อื่น เป็นการให้กำลังใจในการทำความดี ให้พลังบวกซึ่งกันและกัน ทำให้ความดีขยายออกไป
การฝึกพูดจาไพเราะให่เป็นนิสัยจะนำสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นแก่ชีวิตของเรา แต่คนที่ฉลาดไม่ใช่แค่พูดเก่งแล้ว แต่ในบางครั้งต้องนิ่งเป็นด้วย นอกจากเราต้องรู้สิ่งที่ควรพูดแล้ว เราก็ต้องรู้สิ่งที่ไม่ควรพูดด้วยเช่นกัน
องค์ประกอบของการพูดจาไพราะ มีอยู่ 5 ข้อ คือ
- พูดแต่คำจริง ไม่โกหก
- ใช้คำสุภาพ ไม่ใช้คำหยาบ ประชด เสียดสี
- พูดแล้วก่อให้เกิดประโยชน์จึงพูด
- พูดด้วยจิตเมตตา อยากให้คนฟังมีความสุข
- พูดถูกกาลเทศะ แม้เนื้อหาจะดี แต่ไม่ถูกเวลาหรือบริบท ก็อาจเกิดผลเสียได้
กิจวัตรข้อที่ 6 ทำดี...ด้วยการทำบุญ / บำเพ็ญประโยชน์
ทำไมเราควรเป็นผู้ให้
ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว หลายคนอาจลืมไปว่าความสุขที่แท้จริงมักมาจากการให้ การให้ไม่ใช่เพียงแค่การมอบสิ่งของหรือเงินทอง แต่เป็นการแบ่งปันเวลา ความรู้ ความรัก และความเมตตากรุณา
เรื่องเล่าของป้าสมหวัง
ป้าสมหวังเป็นแม่ค้าขายขนมที่ตลาดเก่า ถึงแม้รายได้จะไม่มาก แต่ทุกเช้าป้าจะเก็บขนมไว้ก้อนหนึ่งสำหรับเด็กๆ ที่ไม่มีเงินซื้อ เมื่อมีคนถามว่าทำไมถึงทำแบบนี้ ป้าตอบว่า "เวลาเห็นเด็กยิ้ม ใจป้าก็อบอุ่นขึ้นมา รู้สึกเหมือนได้รับของขวัญกลับมาเยอะกว่าที่ให้เสียอีก"
เรื่องของพี่นิรันดร์
พี่นิรันดร์เป็นโปรแกรมเมอร์ที่ประสบความสำเร็จ แต่เขาใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์ไปสอนคอมพิวเตอร์ให้เด็กๆ ในชุมชนแออัดฟรี เขาบอกว่า "การสอนทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ และเมื่อเห็นเด็กคนหนึ่งเขียนโปรแกรมได้สำเร็จครั้งแรก ความภาคภูมิใจนั้นไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน"
ประโยชน์ของการเป็นผู้ให้
- ความสุขที่เพิ่มขึ้น การให้ทำให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟินและเซโรโทนิน ซึ่งช่วยให้เรารู้สึกมีความสุขและผ่อนคลาย
- สุขภาพจิตที่ดีขึ้น การช่วยเหลือผู้อื่นช่วยลดความเครียดและอาการซึมเศร้า เพราะทำให้เรามองเห็นสิ่งดีๆ ในชีวิต
- ความรู้สึกมีคุณค่า การเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย
- ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง การให้ทำให้เราเชื่อมโยงกับผู้อื่นในระดับที่ลึกซึ้งกว่า
วิธีเริ่มต้นเป็นผู้ให้
- เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ยิ้มให้คนที่เจอ ช่วยคนแก่ข้ามถนน ให้กำลังใจแก่คนรอบข้าง มอบที่นั่งในรถไฟฟ้าให้ผู้ที่ต้องการ
- ให้เวลา อาสาทำงานเพื่อสังคม สอนสิ่งที่เราเก่งให้คนอื่น ช่วยงานบ้านของคุณพ่อและคุณแม่
- ให้ความรู้ แบ่งปันทักษะที่เรามี ให้คำแนะนำแก่คนที่ต้องการ
- ให้สิ่งของ บริจาคสิ่งของที่ไม่ใช้แล้ว ทำบุญตักบาตร
เคล็ดลับการให้อย่างมีความสุข
- ให้ด้วยใจจริง อย่าให้เพื่อหวังสิ่งตอบแทน แต่ให้เพราะอยากเห็นผู้อื่นมีความสุข
- ให้เท่าที่เราสามารถ ไม่ต้องฝืนตัวให้เกินความสามารถ การให้เล็กน้อยด้วยใจจริงดีกว่าการให้มากแต่ไม่เต็มใจ
- ไม่คาดหวังผลตอบแทน ความสุขจากการให้จะมาเองเมื่อเราไม่หวังอะไรกลับมา
- ให้อย่างต่อเนื่อง ทำให้การให้เป็นนิสัยในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาพิเศษ
การให้ไม่ได้ทำให้เราจน แต่กลับทำให้เราร่ำรวยในด้านจิตใจ เมื่อเราให้ เรากำลังเปลี่ยนแปลงโลกทีละคน และสิ่งมหัศจรรย์คือ โลกก็จะเปลี่ยนแปลงเรากลับมาด้วย
ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การมีมาก แต่อยู่ที่การให้มาก การเป็นผู้ให้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเป็นคนรวย เราแค่ต้องเป็นคนที่มีใจรวย ใจที่พร้อมจะแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้
วันนี้ลองเริ่มต้นเป็นผู้ให้ดูสิ ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม คำพูดดีๆ หรือการกระทำเล็กๆ ที่แสดงความเมตตา เพราะการให้ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือผู้อื่น แต่เป็นการช่วยเหลือตัวเราเองให้มีชีวิตที่มีความหมายและเต็มไปด้วยความสุขมากขึ้น
"ยิ่งให้มาก ยิ่งได้มาก และสิ่งที่ได้กลับมานั้นมีค่ามากกว่าสิ่งที่ให้ไปเสียอีก"
กิจวัตรข้อที่ 7 ร่วมกิจกรรมชั่วโมงสุขจริงหนอ
ชั่วโมงสุขจริงหนอ คือ การนำมงคลชีวิตหมวดที่ 1 ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาบุคคลที่ควรบูชา มาสู่ภาคปฏิบัติ โดยธรรมชาติแล้ว ทุกคนก็จะมีเชื้อพาลและความเป็นบัณฑิตอยู่ในตัว ชั่วโมงสุขจริงหนอ จะเปิดโอกาสให้สมาชิกแต่ละท่านนำเชื้อพาลออกจากตัว
ทำความเป็นบัณฑิตให้เพิ่มพูน พร้อมกับบูชาบุคคลที่ควรบูชา คือบูชาพระรัตนตรัย รวมถึงการสร้างบรรยากาศยกย่องสมาชิกที่ทำความดีเป็นต้นแบบ
โดยชั่วโมงสุขจริงหนอ เป็นการรวมกลุ่มกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อทำความดีร่วมกัน ได้แก่ การสวดมนต์ นั่งสมาธิร่วมกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเสริมสร้างกำลังใจในการทำความดีซึ่งกันและกัน กิจกรรมมีความสำคัญมากๆ เพราะจะทำให้เกิดกระแสการทำความดีเป็นหมู่คณะ
เป็นแรงผลักดัน ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่ย่อท้อล้มเลิกความตั้งใจในการพัฒนานิสัยดี
วัตถุประสงค์สำคัญของชั่วโมงสุขจริงหนอ
- เรียนรู้ธรรมะภาคปฏิบัติเพิ่มเติมจากพระวิทยากร หรือฆราวาส จากสื่อการเรียนรู้ที่จัดเตรียมไว้ในแต่ละสัปดาห์
- การที่บุคคลที่รักที่จะพัฒนาตนเอง มีจิตใจใฝ่ดีมารวมตัวกัน ย่อมส่งเสริมสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้น เพิ่มพูนกำลังใจให้การทำความดีของสมาชิกทุกคน
- การเรียนรู้จากประสบการณ์ของสมาชิก เช่น นำความดีที่สมาชิกท่านอื่นทำ กลับมาเป็นแรงบันดาลใจให้กับตนเอง
ขั้นตอนการทำกิจกรรม ชั่วโมงสุขจริงหนอ
- อาราธนาศีล 5 เริ่มต้นการตั้งปฏิญาณว่า จะงดเว้นจากการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น
- สวดมนต์ นั่งสมาธิ เพื่อทำใจให้สงบเป็นสมาธิ
- อ่านข้อคิด / คำคม / พุทธพจน์ เล่าข้อความความประทับใจที่ได้จากการค้นคว้าหรือเลือกมา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
- แชร์ประสบการณ์ ตัวแทนสมาชิกออกมาเล่าความประทับใจในการทำ 7 กิจวัตรความดี
- เปิดสื่อ เปิดสื่อการเรียนรู้ สื่อสีขาว ที่มีประโยชน์ช่วยยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น
- พูดคุยสรุปผล แลกเปลี่ยนความคิดจากการดูสื่อ
- แจ้งข่าว ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ข้อมูล ที่ทุกคนควรทราบ
- อธิษฐานจิตร่วมกัน สร้างภาพแห่งความดีความสำเร็จร่วมกัน
สรุป
หลักสูตร 7 กิจวัตรความดี คือ การปลูกต้นไม้แห่งความดี… เพื่อชีวิตที่มีความสุข ครอบครัวอบอุ่น สังคมสงบสุข
หากเราอยากมีครอบครัวที่อบอุ่น มีสังคมที่สงบสุข สิ่งนั้นเริ่มต้นง่าย ๆ จากการ เริ่มเปลี่ยนแปลงตนเองก่อน และ “7 กิจวัตรความดี” ก็คือแนวทางที่ช่วยให้เราพัฒนาตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม
3 ข้อแรก: เป็นรากของต้นไม้ชีวิต
กิจวัตรข้อที่ 1–3 คือการฝึกรับผิดชอบต่อกาย วาจา ใจ ของเราเอง เปรียบเสมือน “รากแก้ว” เป็นรากฐานของความดีงามทั้งปวง
- กิจวัตรข้อที่ 1 รักษาศีล 5: ฝึกดูแล “กาย” และ “วาจา” ไม่ให้เบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตั้งหลักชีวิตด้วยคุณธรรม
- กิจวัตรข้อที่ 2 สวดมนต์และนั่งสมาธิ: ดูแล “ใจ” ของตนเอง ให้สงบ มีสติ ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว
- กิจวัตรข้อที่ 3 เก็บห้องนอน ห้องน้ำ ให้สะอาดเป็นระเบียบ: ฝึกความรับผิดชอบต่อ “ปัจจัย 4” ของตนเองและสร้างวินัยในชีวิตประจำวัน
เมื่อเรามีรากที่มั่นคง เราจึงพร้อมเติบโตสู่การคิดดี พูดดี และทำดีต่อผู้อื่นอย่างยั่งยืน
3 ข้อต่อมา: เป็นลำต้น กิ่ง และใบที่ผลิดอกแห่งความดี
- กิจวัตรข้อที่ 4 คิดดี ด้วยการจับดีคนรอบข้าง: เปรียบเหมือน “ลำต้น” ของต้นไม้ เพราะ ความคิด คือจุดเริ่มต้นของคำพูดและการกระทำ การฝึกจับดี ทำให้เราเห็นคุณค่าความดีงามของผู้อื่น เป็นจุดเริ่มต้นของการพูดดีและทำดี
- กิจวัตรข้อที่ 5 พูดดี ด้วยการพูดจาไพเราะ: เปรียบเหมือน “กิ่งไม้” ที่ยื่นออกไปเชื่อมโยงกับคนรอบข้าง การพูดดี คือการส่งต่อความเมตตาและความเข้าใจผ่านถ้อยคำ
- กิจวัตรข้อที่ 6 ทำดี ด้วยการทำบุญ/บำเพ็ญประโยชน์: เปรียบเหมือน “ใบไม้” ที่แผ่ออกมาเพื่อรับแสงและให้ร่มเงา การลงมือทำดีแม้เพียงเล็กน้อย แต่เมื่อทำสม่ำเสมอ ก็จะเติบโตเป็นผลแห่งความสุขทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
ข้อที่ 7: ร่วมกิจกรรมหมู่ “ชั่วโมงสุขจริงหนอ” พลังหมู่เสริมพลังเดียว
กิจวัตรข้อนี้เปรียบเสมือน “แสงแดดจากพระอาทิตย์” ที่คอยส่องแสงให้ต้นไม้แห่งความดีเติบโตงอกงาม แม้เราจะมี “รากที่มั่นคง” จากการฝึกตน และ “ลำต้น กิ่ง ใบ” จากการคิดดี พูดดี ทำดี แต่หากขาดแสง ขาดพลังใจ—ต้นไม้ก็อาจอ่อนแรง
การเข้าร่วมกิจกรรมหมู่ เช่น “ชั่วโมงสุขจริงหนอ” คือการเปิดใจรับแสงแห่งกำลังใจ
- ได้แรงบันดาลใจจากผู้อื่น
- ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้
- ได้เห็นว่าเรามีเพื่อนร่วมทางที่กำลังเดินไปบนเส้นทางเดียวกัน
พลังหมู่เหล่านี้ จะคอย เติมพลัง เติมใจ เหมือนพระอาทิตย์ที่ให้พลังงานและสารอาหารให้ต้นไม้เจริญงอกงาม แข็งแรง สดชื่น และออกดอกออกผลได้อย่างเต็มที่
สรุปภาพรวม: หลักสูตร 7 กิจวัตรความดี เปลี่ยนชีวิตอย่างเป็นระบบ
- เริ่มจากราก (ข้อ 1–3): ฝึกวินัย รับผิดชอบต่อตนเอง
- เสริมลำต้น กิ่ง ใบ (ข้อ 4–6): คิดดี พูดดี ทำดี สู่ผู้อื่น
- สร้างพลังใจร่วมกัน (ข้อ 7): ทำเป็นทีมให้การทำความดีไม่สะดุด
