เนื้อหา

ให้การ ‘อยู่บ้าน’ ครั้งนี้ เป็นโอกาสดีได้ทำความรู้จักลูกจริงๆ ผ่านงานบ้าน

บทความ
2222 views
3 พ.ค. 63

* ครูอุ้ย-อภิสิรี จรัลชวนะเพท แม่ครูอนุบาลผู้ก่อตั้งอนุบาลบ้านรัก ชวนคุยว่า ช่วงมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม-กักตัวอยู่บ้านเนื่องจากการแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) พ่อแม่ทำอะไรได้บ้างเมื่อต้องอยู่บ้านกับลูกและเป็นผู้สร้างการเรียนรู้ให้ลูกเองในช่วงเวลาที่อาจทอดเวลาไปอีกนานครั้งนี้
* แม้วิกฤตทำให้เราใจเสีย แต่ในความร้าย(กาจ)เรายังต้องเดินต่อ ในความน่ากลัวย่อมมีความงาม ในความสามัญอย่างงานบ้าน-ครัว-สวน คือขุมพลังแห่งการเรียนรู้ของเด็กๆ และเราเองด้วย ขอให้ปลอดภัย เข้มแข็ง แข็งแรง ไปด้วยกันนะคะ

 

เรื่อง: ณิชากร ศรีเพชรดี, เพ็ญสินี ธิติธรรมรักษา
ภาพประกอบ: เพชรลัดดา แก้วจีน

 

⇒⇒⇒⇒⇒⇒⇒⇒

หลังกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่า (โควิด-19) ให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการปิดเรียนด้วยเหตุพิเศษ และ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกาศมติป้องกันการแพร่ระบาดด้วยการปิดพื้นที่เสี่ยงบางส่วนในกรุงเทพฯ และปริมณฆล เป็นเวลา 14 วัน (18-31 มี.ค. 63)

กักตัวอยู่บ้าน และ Social Distancing – การรักษาระยะห่างทางสังคม เป็นสิ่งที่รับรู้ร่วมกันและต้องปฏิบัติตาม

ท่ามกลางภาวะฝุ่นตลบเนื่องจากยังไม่มีมาตรการจากรัฐรับรองว่า เมื่อเด็กๆ และผู้ปกครอง (และในฐานะคนทำงาน) อยู่บ้านแล้วอย่างไรต่อ? ที่เกิดแน่ๆ คือพ่อแม่จะต้องดูแลลูกเต็มเวลาเพราะนำเด็กๆ ไปฝากไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กต่างๆ ไม่ได้แล้ว UNESCO เองก็ออกมาให้แสดงความกังวลด้วยว่า การที่พ่อแม่ต้องหยุดงานมาเลี้ยงลูกเองอาจทำให้พ่อแม่ตั้งหลักไม่ทัน อาจเครียดเรื่องปากท้องเพราะชั่วโมงการทำงานที่หายไป

The Potential ขอ(อนุญาต)ช่วยคลี่คลายปัญหาไปทีละเปลาะ เอาเฉพาะข้อแรก ‘อยู่บ้านแล้วทำอย่างไรดี? เราควรตั้งหลักจากอะไรก่อน’ เราต่อสายตรงถึงครูอุ้ย-อภิสิรี จรัลชวนะเพท ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาวอลดอร์ฟ และ ผู้ก่อตั้งอนุบาลบ้านรัก ชวนคุยว่า เราจะคิดกับวิกฤตนี้อย่างไรได้บ้าง มีโอกาสอะไร ทำอะไรได้บ้างเมื่อต้องอยู่บ้านกับลูก

ในฐานะแม่ครูอนุบาล ครูอุ้ยชวนพ่อแม่ตั้งหลัก ใช้วิกฤตนี้สร้างโอกาสที่ผู้ปกครองจะได้ใช้เวลากับลูกอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ตอบด้วยหลักการเรียนรู้แบบมนุษยปรัชญาหรือการศึกษาวอลดอร์ฟ ว่า ขั้นแรก เด็กวัยอนุบาลไม่ได้เรียนรู้การบอกเล่าข้อมูลให้จำ แต่เรียนรู้ผ่านการกระทำ ‘เลียนแบบ’ สิ่งที่เห็น และ ใช้วิกฤตนี้ในการสร้างจังหวะที่ดีให้กับลูก ผ่านงานบ้าน งานครัว(เรือน) และงานสวน

ครูอุ้ยจะมาขยายให้ฟังยาวๆ ว่า วิกฤตที่ทำให้การอยู่บ้านครั้งนี้ จะกลายเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ที่น่ารักของครอบครัวและสร้างการเรียนรู้ให้กับลูกได้อย่างไร

 

ทางผู้เขียนบทความจึงขอยกตัวอย่าง สัก 1 โอกาส ของครูอุ้ย ที่สอดคล้องกับโครงการโรงเรียนรักษาศีล 5 เชิงคุณภาพ ครอบครัวอบอุ่น ด้วย 7 กิจวัตรความดี หัวข้อ สะอาด ระเบียบ มาให้อ่านกันค่ะ


 

 

 

โอกาสดี: สร้างจังหวะชีวิตที่สม่ำเสมอ ผ่านงานบ้าน


“งานบ้านเป็นงานที่ต้องทำทุกวัน เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน หากไม่ทำจะมีผลกระทบต่อชีวิต เช่น ถ้าไม่ล้างจานวันนี้ พรุ่งนี้ต้องล้างมากขึ้น เก็บไว้ไม่ล้างหลายๆ วัน ก็ไม่ได้ ชีวิตจะเริ่มลำบาก อยู่ยากซะแล้ว เด็กทำงานบ้านได้เพราะมีผู้ใหญ่ทำให้ดูเป็นแบบอย่างให้เห็นทั้งสถานดูแลหรือสถานศึกษาและที่บ้านของเขาเอง ดูแล้วก็ลงมือทำเลย โดยไม่ได้ผ่านการคิด ทักษะการใช้มือสารพัดรูปแบบนี่ก็มาจากการลงมือทำ

“งานบ้านต้องมีผู้ใหญ่อยู่ตรงนั้น เราแค่บอกให้เขาทำไม่ได้ เช่น “ไปล้างจานนะลูก” แต่สุดท้ายเขาไม่ได้ทำแล้วเราก็จะถามเขาว่า “ทำไมไม่ทำละลูก” ไม่ได้หรอก เพราะเด็กจะทำเมื่อมีเราอยู่ตรงนั้น เขาแค่อยากให้เราอยู่เพื่อเลียนแบบกันไปสนุกสนาน

“ครูอุ้ยขอยกตัวอย่างเรื่องการกวาดบ้านเพราะครูอุ้ยชอบ (ยิ้ม) บ้านคนเราจะมีมุมฉาก เวลาผู้ใหญ่กวาดตรงมุม เราจะเซาะไม้กวาดไปที่มุมนั้นแล้วกวาดเอาขี้ผงออกมา โอ้โหว… แค่การแซะขี้ผงออกจากมุมบ้านก็คือโอกาสที่เขาจะได้รู้จักรูปทรงต่างๆ ในธรรมชาติโดยที่เราไม่ต้องหา ไม่ต้องจัด ไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์การสอนเลยแต่มีอยู่แล้วในทุกๆ วัน เด็กเคยเห็นรูปทรงต่างๆ ในกระดาษ แต่ในชีวิตจริง มันอยู่ตรงนั้นแล้ว เราก็อยู่ในรูปทรงนั้น เราอยู่กับรูปทรงต่างๆ ในชีวิตจริง บ้านเราทรงโค้งเราก็กวาดบ้านในลักษณะโค้ง

 

ครูอุ้ยขยายเรื่องการเรียนรู้ที่เด็กๆ ได้จากงานบ้านต่อว่า งานบ้านไม่ใช่แค่การกระทำ แต่มันคือ ‘ความสัมพันธ์ระหว่างกิจวัตรนั้นกับตัวเอง’ เป็นเรื่องเดียวกับ สุขศึกษา สุขนิสัย ระเบียบวินัย สารพัดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการทำให้ตัวเองอยู่รอดได้ และ ‘งานบ้าน’ ต้องไม่ใช่แค่เด็กได้รู้จักโลกผ่านการเลียนแบบผู้ใหญ่จากกิจกรรมที่ทำในบ้าน แต่ตัวผู้ใหญ่เองต้องเป็นบุคคลนั้น ทำสิ่งนั้นให้เขาเลียนแบบด้วย

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ขัดกับหัวใจของผู้ใหญ่หลายคนทุกยุคทุกสมัย คือเรามักคิดว่างานบ้านเป็นเรื่องของเด็กที่โตแล้วระดับนึง เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องรับผิดชอบดูแล

“มันเป็นความเคยชินของวัฒนธรรมแบบบ้านเรารึเปล่าที่ผู้ใหญ่จะเข้าไปช่วยเด็กเรื่องการจัดการตัวเอง เราจะพบว่าเด็กจะมีคนถือกระเป๋าให้ แต่งตัวให้ ใส่ถุงเท้าให้ และเขายินดีทำด้วยนะ ก็เพราะรักอะ แต่ในวัฒนธรรมประเทศอื่น ‘เรื่องของตัวเธอ เธอควรจะดูแลด้วยตัวของเธอเอง’ ”

อีกหนึ่งข้อดีที่เราจะได้มีเวลาอยู่บ้านนานขึ้นอีกหน่อย คือการ ‘รีเซ็ต’ จังหวะชีวิตในทุกๆ กิจกรรมของเรา

“แต่ก่อนอาจจะแบบ ‘ตื่นรึยังลูก เร็วลูกเร็วๆ’ แต่ตื่นขึ้นมาวันนี้เราไม่ต้องรีบเร่งแล้ว ละเอียดกับทุกๆ ช่วงเวลาได้ จัดเวลาให้ดี เราจะตื่นกี่โมง ตื่นแล้วมีโอกาสพับผ้าปูที่นอนได้ มีโอกาสเก็บเสื้อผ้าที่วางระเกะระกะ ใช้ช่วงเวลานี้สร้างแบบฝึกหัดเลย ตื่นแล้วเราจะทำอะไรต่อ พับผ้าปูที่นอนนะลูก ถอดเสื้อใส่ตะกร้าแล้วจะถูกนำไปไว้ตรงไหนต่อ”

 

เป็นอีกครั้งที่ครูอุ้ยย้ำเรื่อง ‘จังหวะชีวิต’ และบอกว่า อันที่จริงเราเองต่างก็อาจมีจังหวะชีวิตที่คาดเดาไม่ได้มาเป็นเวลานาน วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นโอกาสดีที่เราจะลองเซ็ตจังหวะชีวิตของเราใหม่ ปรับระบบระเบียบที่บ้านใหม่ ทำกิจวัตรให้สม่ำเสมอหนึ่งอย่างที่พ่อแม่กังวลคือ เมื่ออยู่บ้านแล้วลูกๆ ติด ‘หน้าจอ’ มาก ทำอย่างไรดี ตรงนี้ครูอุ้ยย้ำว่า เราปรับได้ด้วยการจัดปรับจังหวะชีวิตเช่นกัน

“ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ต้องปล่อยให้เขาทำเป็นเวลา สร้างจังหวะให้เขา กำหนดเวลาหยุดพักให้ชัดเจนว่าเวลานี้ดูไม่ได้แล้วนะเธอต้องไปทำอย่างอื่นแล้ว หมดเวลาแล้ว”

 

 


 

การสร้างจังหวะชีวิตที่สม่ำเสมอ ผ่านงานบ้าน นั้น ถือได้ว่าเป็นการรณรงค์เรื่องการฝึกฝนสร้างนิสัยที่ดี ด้วยการปฏิบัติกิจวัตรความดีอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกิจวัตรข้อที่ 3 จัดเก็บห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัวให้สะอาด เป็นระเบียบ 

นิสัยที่ดีเป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ครอบครัวอบอุ่น และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่สงบสุขอีกด้วย

 

 


 

ขอขอบคุณ

ครูอุ้ย-อภิสิรี จรัลชวนะเพท แม่ครูอนุบาลผู้ก่อตั้งอนุบาลบ้านรัก

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://thepotential.org/2020/03/20/stayathome-covid19/ 

แท็ก : Family Psychology, การเลี้ยงลูก, ครูอุ้ย อภิสิรี จรัลชวนะเพท, งานบ้าน, วอลดอร์ฟ, อนุบาลบ้านรัก, ไวรัสโคโรน่า(โควิด-19)