สวัสดีปีใหม่ 2565
  • 2.8K views
    เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๕ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ความว่า"บัดนี้ ถึงอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่...
ความดี
  • 56.6K views
  บทความ เรื่อง ความดี   “ ความดี ” คือ การทำให้เกิดผลดีอย่างมีคุณค่าต่อผู้อื่น ต่อส่วนรวม รวมถึงต่อตนเอง ดังนี้ ผลดีต่อผู้อื่น โดยเฉพาะที่ไม่จำกัดพวก เหล่า ศาสนา เชื้อชาติ ฯลฯ ผลดีต่อส่วนรวม...
เข้าพรรษา 2564
  • 5.3K views
วันเข้าพรรษา หมายถึง วันที่พระภิกษุในพระพุทธศาสนาอธิษฐานอยู่ประจำที่ ไม่จาริกไปค้างแรมตามสถานที่ต่างๆ เว้นแต่มีกิจจำเป็น เป็นระยะเวลา ๓ เดือนในฤดูฝน คือตั้งแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงวันขึ้น...
วันอาสาฬหบูชา 2564
  • 3K views
  วันอาสาฬหบูชา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุก ๆ ปี สำหรับ วันอาสาฬหบูชา 2564 ตรงกับวันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม ถือเป็นวันหยุดราชการและวันหยุดธนาคาร ซึ่งวันนี้มีความสำคัญอย่างไรมาดูกันสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคน...
วันวิสาขบูชา 2564
  • 2.6K views
      วันวิสาบูชา  เดือนพฤษภาคม เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าต่อพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่ตรงวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเกิดขึ้นในเดือนวิสาขะ...
คิดดี ทำดี ได้ดี จริงเหรอ
  • 4.2K views
  หลาย ๆ คน อาจเคยคิดว่า คิดดี ทำดี แล้วไม่เห็นจะได้ดีเลย จนถึงกับมีวลีที่ว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป ซึ่งวันนี้ คุณผู้ชมก็ส่งคำถามมาทางธรรมlife ว่า อยากจะขอคำแนะนำให้มีกำลังใจในการทำความดีต่อไป ...
กลยุทธ์ลดความอิจฉา
  • 3.8K views
      เคยรู้สึกอิจฉาใครบางคนที่เขาเก่งกว่า รวยกว่า หล่อกว่า สวยกว่า หรือประสบความสำเร็จมากกว่าหรือไม่ จริง ๆแล้วไม่มีใครอยากเป็นตัวอิจฉา แต่บางครั้งเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นในใจของเราอย่างช่วยไม่ได้ความรู้สึกด้านลบในสังคมวัตถุนิยม            เรื่องของความอิจฉาริษยา บางทีหลายคนปฏิเสธว่าตัวเองไม่เคยเป็น แต่ความจริงแล้วสังคมเรามีความเปลี่ยนแปลง สมัยก่อนในยุคเกษตรกรรม เป็นสังคมที่อยู่กันแบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนความแตกต่างกันทางด้านวัตถุมีไม่มาก แต่ต่อมามีการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้น จึงกลายเป็นลักษณะของสังคมวัตถุนิยม  คือมีการสร้างวัตถุที่มีความแตกต่างกันในรายละเอียดอย่างมาก                  ยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่มองเห็นได้ชัด เมื่อก่อนเราเดินทางไปไหนมาไหนโดยใช้เกวียนกับม้าเป็นยานพาหนะ ไม่มีเกวียนยี่ห้อเฟอร์รารี (Ferrari) ไม่มีเกวียนรุ่นท็อป (Top) อย่างมากก็มีแค่ม้าสีขาวกับม้าสีน้ำตาล มีแค่ม้าสวยกับม้าไม่สวย ซึ่งมีข้อเปรียบเทียบน้อย แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไปยานพาหนะของคนเราก็เปลี่ยนไปด้วย มีทั้งรถญี่ปุ่น รถยุโรป ไปจนถึงรถราคาแพง ๆ 3-40 ล้านบาทอย่างซูเปอร์คาร์               ในสังคมวัตถุนิยมทำให้สิ่งต่าง ๆ แตกต่างกัน ถ้าเรามัวแต่สนใจรายละเอียดจนลืมนึกถึงประโยชน์ใช้สอยเป็นหลักก็จะเกิดการเปรียบเทียบขึ้นในใจลึก ๆ  ข้อเปรียบเทียบต่าง ๆ นั้น  จะขยายวงกว้างตอนที่เราเริ่มใช้สื่อออนไลน์ (Social Media)  คือพอมีการแชร์ข้อความเรื่องราวต่าง ๆ เราก็จะเห็นว่าคนนั้น ซื้อรถคันใหม่บ้าง คนโน้นมีความก้าวหน้าในชีวิตบ้าง              จากผลสำรวจในประเทศเยอรมนีพบว่า ผู้คนคิดว่า Social Media นี่เองที่ทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกด้านลบ และอิจฉาเพื่อน ๆ พอใครโพสต์รูปที่บ่งบอกถึงความสุขความสำเร็จในชีวิต คนอื่น ๆ ก็มักจะเกิดความรู้สึกอิจฉาขึ้นไม่มากก็น้อย คนที่ไม่มีอย่างเขาก็รู้สึกอยากได้อยากมีบ้าง            ผลวิจัยนี้ยังระบุอีกด้วยว่า เฟซบุ๊ก (Facebook) เป็นแหล่งบ่มเพาะความรู้สึกไม่พึงปรารถนา ที่ทำให้ผู้ใช้ตกอยู่ในวังวนของความริษยาได้ เพราะฉะนั้น เราต้องละความอิจฉาในตัวด้วยการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ              ข้อเสียของความอิจฉานอกจากไม่ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์แล้ว ยังส่งผลเสียหายต่อการสื่อสาร และทำให้ตัวเราเองรู้สึกแย่  จนบางทีส่งผลกระทบไปถึงสุขภาพร่างกายเลยทีเดียว เช่น บางคนอิจฉามากจนกระทั่งเกิดอาการท้องมวน รู้สึกแน่นหน้าอกอึดอัดไปหมด เป็นต้น สรุปว่าความอิจฉานี้ไม่มีอะไรดีเลย เทคนิค 9 ประการ ลดความอิจฉาประการที่ 1 เฝ้าดูอารมณ์                พอเกิดการเปรียบเทียบขึ้นในใจเมื่อใดก็ให้เราเฝ้าดูอารมณ์นั้น ดูการดำเนินไปของอารมณ์นั้น  แล้วลองดูสิว่า การที่เราเผชิญหน้ากับความรู้สึกเปรียบเทียบ อิจฉา อยากได้อยากมี ดีกว่าเราจะไปกดอารมณ์เหล่านั้น เอาไว้จริงหรือไม่              จากนั้นก็ให้ฝึกเอาชนะความเป็นอัตตาของตัวเอง มองทุกอย่างด้วยสติปัญญา แล้วเราจะเริ่มเข้าใจว่า  อารมณ์เหล่านั้นเข้ามาอย่างไร มีผลกระทบต่อจิตใจเราอย่างไร และมีผลกระทบต่อร่างกายเราอย่างไร              โดยเราต้องเผชิญหน้าอย่างมีปัญญา  เฝ้ามองอารมณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คิดปรุงแต่งต่อไปอีก  การเผชิญหน้านี้จะทำให้อารมณ์ในทางลบค่อย ๆ จางลงไปเอง เพราะความอิจฉาไม่ใช่ความผิดร้ายแรง  ใครก็เกิดความรู้สึกอิจฉาได้หากยังไม่หมดกิเลส ประการที่ 2 รักและยอมรับตัวเอง           บางครั้งเราอาจเผลอมองว่าตัวเราด้อยกว่าคนอื่นแล้ว  เกิดการเปรียบเทียบขึ้น จริง ๆ แล้วในโลกนี้ทุกคน มีจุดดีจุดแข็งแตกต่างกัน และทุกคนมีความงดงามในตัวเอง ไม่ว่าเราจะสูงต่ำดำขาวหรือมีลักษณะทางร่างกายอย่างไร  ทุกคนล้วนมีความงดงามอยู่ในนั้นหมด มันเป็นความงดงามที่ซ่อนอยู่ นั่นคือความงดงามด้านจิตใจ รูปลักษณ์ภายนอก ที่แตกต่างกัน ก็ไม่สามารถทดแทนความงามด้านจิตใจที่อยู่ภายในของแต่ละคนได้เลย              ถ้าเรามองลึกลงไปถึงศูนย์กลางกายของแต่ละคน ข้างในนั้นคือความงดงามของกายที่สมบูรณ์ แบบ คือ “ธรรมกาย” ซึ่งทุกกายในโลกมีเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองให้ลึกและรู้จักรักตัวเอง รู้จักพอใจในสิ่งที่ ตัวเองเป็น มองให้เห็นถึงคุณค่าในตัวเราว่ามีจุดเด่นจุดดีอะไรบ้าง แนวโน้มที่เราจะเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นก็จะลดน้อยลง ประการที่ 3 หยุดเปรียบเทียบ                 หยุดเปรียบเทียบ เพราะการเปรียบเทียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ และความอิจฉาริษยาเสมือนดอกผล  เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นเราต้องไม่เปรียบเทียบตัวเองกับใคร แล้วมองให้เห็นเนื้อแท้ของสิ่งต่าง ๆ และเนื้อแท้ของตัวเอง  มองให้เห็นคุณค่าในความแตกต่างกัน                ความแตกต่างของมนุษย์เป็นกฎธรรมชาติ และมีความงดงามอยู่ในนั้น ถ้าเรามัวแต่เปรียบเทียบ ก็จะไม่มีที่สิ้นสุด เพราะยังมีคนที่เขาดีกว่า เก่งกว่า สวยหล่อกว่าอยู่อีกมากมาย ประการที่ 4 ค้นหาสิ่งที่มาคุกคามใจ               จริง ๆ แล้วคนเรามักมีอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกหวั่นไหว หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย เราควรค้นหาแล้วถามตัวเอง ให้ได้ว่า อะไรกันแน่ที่ทำให้เรารู้สึกหวั่นไหว หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย เช่น เราเห็นคนอื่นถือกระเป๋าราคาแพง เดินเข้ามาในแวดวงที่เราอยู่ เราเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจเพราะเราไม่มีอย่างเขา หรือพอเราออกไปสู่สังคมแล้ว เห็นคนอื่นใช้รถหรูราคาแพง ๆ กันหมดเราจึงเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมา                  แล้วประเด็นไหนกันแน่ที่เรากลัว อะไรกันแน่ที่เราคิดว่าทุกคนควรมีควรได้ เมื่อรู้แล้ว ก็ให้เร่งตัดสินใจที่จะเอาชนะภัยคุกคามนั้นให้ได้ ด้วยการวางแผนหาหนทางมองสถานการณ์ จากจิตใจที่เข้มแข็งและมั่นคง ไม่ใช่จิตใจที่หวาดกลัวและหวั่นไหว                  ยกตัวอย่าง ภรรยาเจ้าของบริษัทเฟซบุ๊ก (Facebook)  ทุกวันนี้เธอยังขับรถญี่ปุ่นเพราะเธอมั่นใจ ในตัวเอง กระทั่งมหาเศรษฐีในประเทศไทยบางท่านก็ยังใช้รถญี่ปุ่นอยู่เช่นกัน  ในขณะที่บางคนไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อ รถยุโรปราคาแพง ๆ ใช้เพราะฉะนั้น เราต้องค้นหาสิ่งที่มาคุกคามจิตใจเราให้พบ แล้วเราจะรู้ว่าเราสามารถ มองสิ่งเหล่านั้นด้วยมุมมองที่เข้มแข็งได้ ประการที่ 5 จดบันทึกความคิดของตัวเอง             การจดบันทึกความคิดของตัวเอง คือเทคนิคที่ทำให้เราเข้าใจเรื่องราวความคิดต่าง ๆ ของตัวเองได้ดี  ถ้าเรามัวแต่คิดก็จะยิ่งฟุ้งซ่านไปกันใหญ่ คือเมื่อใดก็ตามที่เรามองความคิดออกก็ให้ลงมือจดบันทึกทันที            โดยเวลาที่จดบันทึกนั้นเราไม่ต้องไปคิดอะไรมาก นึกอะไรได้ก็ให้เขียนลงไปเลย  เขียนเรียงลำดับความคิดออกมายาว ๆ แล้วค่อยมาจัดหมวดหมู่ในภายหลัง ถ้าเรานึกขึ้นมาได้ว่า เราจะแก้ไขอะไรตรงจุดไหน ก็ให้เราลากเส้นออกมาแล้วเขียนสิ่งที่จะแก้ไขไว้ข้าง ๆ ข้อความแรก  นี่คือขั้นตอนแรกที่จะทำให้เราเริ่มถอดความคิดออกมาเป็นตัวอักษร การเขียนบันทึกนี้สำคัญมาก  เพราะจะทำให้เราลำดับความคิดของตัวเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น   ประการที่ 6 อยู่ในโลกความเป็นจริง               ในโลกของความเป็นจริง ถ้าเราเกิดข้อเปรียบเทียบที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าเขา  ให้เราลองถามตัวเองว่าสิ่งนั้นเป็นภัยคุกคามเราจริงหรือไม่ แล้วความรู้สึกเช่นนี้เป็นบวกหรือและให้คุณหรือโทษแก่เรา  มีผลต่ออะไรในชีวิตเราหรือไม่               ความจริงแล้วข้อเปรียบเทียบต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ได้มีผลต่อความเจริญก้าวหน้าของเราเลย  แต่กลับมีผลลบทางด้านจิตใจของเรา คือเกิดความรู้สึกไม่ดีที่ทำให้เกิดอารมณ์อิจฉาริษยา              เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราก็จะนึกออกว่าไม่มีเหตุผลใดเลยที่เราควรจะยึดถือความคิดต่าง ๆ เหล่านั้นเอาไว้  แล้วปลดปล่อยมันไปได้ง่ายขึ้น เพราะคุณค่าในตัวเรายังอยู่ครบแม้เราจะใช้รถราคาถูกกว่า  หรือกระเป๋าราคาถูกกว่าคนอื่น ๆ ก็ตาม ประการที่ 7 หาจุดแข็งของตัวเอให้เจอ              ทุกคนมีจุดเด่นจุดด้อยของตัวเอง เช่น เราอาจจะเรียนไม่เก่งแต่เล่นดนตรีเก่ง บางครั้งเราทำงานอะไร ได้ดีแต่เรากลับ มองว่าคนอื่นก็ทำได้เหมือนกันกับเรา เราจึงลืมชื่นชมความสำเร็จ หรือความสามารถเล็ก ๆ น้อย ๆ  ของตัวเอง ให้เราลองหันมาชื่นชมตัวเองทั้งความสามารถเเละความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆของเรา   แล้วเราจะรู้ว่าตัวเรานั้นมีคุณค่ามากแค่ไหน ประการที่ 8 หันเหความสนใจ                ให้ลองหันเหความสนใจไปที่อื่น โดยไม่โฟกัสกับตัวเองมากจนเกินไป เช่น เราอาจจะออกไปวิ่ง ออกกำลังกาย ว่ายน้ำ กินอาหารนอกบ้าน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้รู้สึกผ่อนคลายเพื่อที่เราจะได้หันเหตัวเอง ออกจากอารมณ์ความรู้สึกด้านลบความรู้สึกอิจฉาก็จะเบาบางจางหายลงไปเอง ประการที่ 9 ถามตัวเองถึงความต้องการจริง ๆ                   กลยุทธ์ลดความอิจฉาประการสุดท้าย คือให้เราลองถามตัวเองว่า ความรู้สึกสนใจต่ออารมณ์ด้านลบ ต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ หรือไม่ ความจริงแล้วเราอยากอิจฉาเขาหรือไม่ หรือว่าเราควรเข้าไปแสดง ความชื่นชมยินดีกับคนอื่นเมื่อเขาประสบความสำเร็จ                  แล้วลองดูสิว่า อะไรที่ทำให้เขาเจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ ทั้งๆ ที่ความสามารถของเรา ก็ไม่น้อยไปกว่าเขาเข้าไปพูดคุยและขอคำแนะนำต่าง ๆ จากเขา นี่เองคือสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้อย่างแท้จริง  และอย่างน้อยเมื่อเราเปิดใจสัมพันธภาพของเพื่อนก็จะยังคงอยู่ต่อไป                จริง ๆ แล้วความรู้สึกต่าง ๆ เข้ามาหาเราได้ทีละอย่าง ถ้าความรู้สึกไหนเข้ามาหาเราก่อน  เราก็จะถูกครอบงำด้วยความรู้สึกนั้น เช่น ถ้าเรารู้สึกอิจฉาเขาก่อน เราก็จะรู้สึกยินดีกับเขาได้ยาก เพราะฉะนั้น  ให้รีบแสดงความยินดีกับเขาไปก่อน ความอิจฉาจะได้ไม่เข้ามาในใจเรา   จากหนังสือ เนรมิตจิตใจโดย พระครูปลัดสุวัฒนโพธิคุณ (สมชาย ฐานวุฑโฒ)อ่านเพิ่มเติม   http://kalyanamitra.org/th/article_detail.php?i=19554 ที่มา ...
ความหมายของวันวิสาขบูชา วันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
  • 7.4K views
วันวิสาขบูชา 2560 วันนี้เรามี ประวัติวันวิสาขบูชา ความสําคัญวันวิสาขบูชาและการปฏิบัติตนในวันวิสาขบูชามาฝาก            วันวิสาขบูชา 2560 ตรงกับวันพุธที่ 10 พฤษภาคม เชื่อว่าทุกคนรู้จักชื่อวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอย่างวันวิสาขบูชากันดีอยู่แล้ว...