เปิดประตูสู่ความเข้าใจ: การใช้การฟังเชิงลึกเพื่อเปลี่ยนแปลงห้องเรียน
เปิดประตูสู่ความเข้าใจ: การใช้การฟังเชิงลึกเพื่อเปลี่ยนแปลงห้องเรียน
ครูสมหทัยได้นำเทคนิคการฟังอย่างมีสติมาปรับใช้ในห้องเรียน โดยเฉพาะกับนักเรียนหญิงชั้นม.4 ที่มีนิสัยคุยเก่ง คุยเยอะ พูดมาก ทำให้ครูหลายท่านรำคาญ หงุดหงิด ไม่อยากคุยด้วย บทความนี้จะเล่าถึงการใช้เทคนิคการฟังอย่างมีสติในการจัดการกับปัญหาการสื่อสารระหว่างครูและนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ (จากการได้เข้าคอร์สอบรม Facilitation"ห้องเรียนแห่งความสุขด้วยวิถีของ FA")
ครูสมหทัย แคว้นไธสง โรงเรียนบ้านแสนตอวิทยา จังหวัดอุตรดิตถ์ เล่าว่า
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เป็นวันแรกของการเปิดเทอมที่โรงเรียนบ้านแสนตอวิทยา จ.อุตตรดิตถ์ มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกิดขึ้นกับนักเรียนหญิงชั้นม.4 ซึ่งเราจะเรียกเธอว่า "น้อง A" นามสมมุติ เพื่อความเป็นส่วนตัว
น้อง A เป็นเด็กพิเศษ คุยเก่ง คุยเยอะ พูดมาก ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ครูหงุดหงิด รำคาญ ไม่พอใจ และไม่อยากคุยด้วย ที่จริงเขาเป็นเด็กพิเศษที่ฉลาด มีความคิดสร้างสรรค์ มีความเป็นตัวเองสูงมาก ทำให้เพื่อน ๆ ไม่ค่อยชอบ เข้ากับเพื่อนไม่ได้ ถูกเพื่อนแกล้งเป็นประจำ พอเจอผู้ปกครองก็เลยเล่าให้ฟัง คิดว่าผู้ปกครองจะพาน้องไปปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อหาทางแก้ไขพฤติกรรมทางด้านอารมณ์ ให้นิ่งมีสมาธิในการเรียน แต่กลับไปต่อว่าน้อง A ว่าทำตัวมีปัญหากับเพื่อน
หลังจบคาบเรียน น้อง A เดินมาหาครูและแสดงความไม่พอใจต่อว่าครูที่ครูได้เล่าเรื่องส่วนตัวของเธอให้พ่อแม่ของเธอฟัง ซึ่งทำให้พ่อแม่นั้นไปตำหนิเธอ ไม่เข้าใจเธอ (น้องA ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่จะอยู่กับตา ยาย) ครูสมหทัยได้รับฟังปัญหา ความรู้สึกของน้อง A และได้มีโอกาสใช้ Fa เทคนิคการฟังแบบมีสติ ในการจัดการกับสถานการณ์ที่ท้าทายนี้
สำหรับสถานการณ์นี้....
ก่อนเรียน Fa
น้อง A เป็นเด็กที่พูดคุยเก่งและคุยเยอะ ซึ่งทำให้ครูรู้สึกว่าบางครั้งการพูดคุยของน้องเป็นการรบกวน บางครั้งก็รับฟังเฉย ๆ ให้กำลังใจบ้าง เมื่อน้อง A มาปรึกษาปัญหาส่วนตัว ครูมักจะให้คำตอบแบบสั้นๆ โดยอาจจะบ่นถึงนิสัยขี้เกียจหรือบางครั้งก็พยายามเตือนน้องเรื่องที่ควรทำ เช่นว่า "เธอขี้เกียจแบบนี้ละสิ พ่อแม่ถึงไม่รัก" ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้น้อง A เกิดความรู้สึกไม่ดีและมีปฏิกิริยาตอบโต้ เช่น การขึ้นเสียงใส่ครู หรือการมีอารมณ์ไม่พอใจ ทั้งหมดนี้นำไปสู่การสร้างบรรยากาศที่ตึงเครียดในห้องเรียน และทำให้น้อง A รู้สึกไม่สบายใจในการพูดคุยกับครูสมหทัย
หลังจากเรียน Fa
หลังจากที่ครูสมหทัยได้เข้ารับการฝึกอบรมคอร์ส Fa เกี่ยวกับการฟังอย่างมีสติและได้นำเทคนิคนี้มาใช้ในห้องเรียน ครูพบว่าการฟังอย่างตั้งใจและไม่ตัดสินช่วยสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างมากขึ้น เมื่อครั้งนี้น้อง A มาปรึกษาปัญหากับครู โดยแสดงความไม่พอใจที่ครูเล่าเรื่องของเธอให้ผู้ปกครองฟัง ครูสมหทัยไม่โต้ตอบทันที แต่เลือกที่จะฟังน้อง A อย่างตั้งใจและขอโทษจากใจจริง
จากนั้น ครูได้ปรับการสนทนาโดยไม่ตัดสินหรือตีความผิด ครูใช้วิธีให้กำลังใจและชี้ให้น้อง A จับดีพ่อแม่ มองเห็นคุณค่า และความพยายามของพ่อแม่ เช่นว่า ผู้ปกครองทำงานหนักเพราะรักและหวังดีต่อน้อง A พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าทุกเรื่องมีสองด้านเสมอ ครูยกตัวอย่างเช่น "เหรียญยังมีสองด้าน" เพื่อสอนให้น้อง A มองหาความดีและสิ่งดีๆ ที่ผู้ปกครองทำเพื่อเธอ การพูดคุยแบบนี้ช่วยให้น้อง A คิดบวกมากขึ้น ทำให้น้องเข้าใจมุมมองของผู้ปกครองและลดความเครียดในใจ มีความเข้าใจมองเห็นด้านบวกของพ่อแม่
การสนทนาครั้งนี้จบลงด้วยการที่น้อง A ได้ยกมือขอโทษครูสมหทัย ต่างฝ่ายต่างก็สบายใจ น้อง A มีรอยยิ้มออกมาชัดเจน ครูสมหทัยเองก็รู้สึกดี สบายใจ มีความสุขและพอใจที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในใจของนักเรียน ที่ได้นำสิ่งที่เรียนมาใช้จริง ๆ
การปรับเปลี่ยนทัศนคติและการใช้เทคนิคการฟังอย่างมีสติไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อนักเรียนเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ครูสมหทัยรู้สึกมีความสุขและสบายใจในการสอน นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกฝนที่ดีในการสร้างความเข้าใจและความรู้สึกที่ดีระหว่างครูและนักเรียน
สรุปเทคนิคที่ครูนำมาใช้
•1.เทคนิคการรับฟังเชิงลึก(การฟังอย่างลึกซึ้ง)
มองหน้าคู่สนทนา
แสดงความเป็นมิตร
ไม่แสดงอาการรำคาญหรือหงุดหงิด
•2.เทคนิคการไม่ตัดสินและตีความ(มองแบบกล้องวิดีโอ)การรับฟังโดยไม่ด่วนสรุป
ไม่รีบให้คำแนะนำ
ไม่ตัดสินว่าถูกหรือผิด
ไม่ตีความพฤติกรรมในทางลบ
•3.เทคนิคการใช้อุปมาอุปไมย
ใช้เหรียญสองด้านเปรียบเทียบชีวิต
ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม
เชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง
•4.เทคนิคการชวนมองด้านบวก การค้นหาจุดดี
ชวนมองหาความดีของพ่อแม่
ให้เห็นเหตุผลของการกระทำ
ชีให้เห็นความรักที่แสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ
•5.เทคนิคการกล้าขอโทษ การแสดงความรับผิดชอบ
ยอมรับเมื่อทำผิดพลาด
ขอโทษอย่างจริงใจ
แสดงความเข้าใจในผลกระทบที่เกิดขึ้น
•6.เทคนิคการสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย(พื้นที่ปลอดภัย) ทางอารมณ์
เปิดโอกาสให้แสดงความรู้สึก
ไม่ตำหนิหรือวิจารณ์
ให้เวลาในการพูดคุย
•7.เทคนิคการให้กำลังใจ การเสริมพลังบวก
ชื่นชมความพยายาม
ให้กำลังใจอย่างจริงใจ
เชื่อมั่นในศักยภาพของนักเรียน
•8.เทคนิคการตั้งคำถาม
ใช้คำถามปลายเปิด
ไม่ชี้นำคำตอบ
เปิดโอกาศให้แสดงความรู้สึก
ครูสมหทัยเล่าว่า ตอนเรียนได้ฝึกในห้อง Brakout room เข้าใจความรู้สึกเลยว่าเพราะอะไรถึงให้ฝึกแล้ว ฝึกอีก จริงๆ เคยเรียนมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งนี้ตั้งใจและนำที่ได้เรียนมานำกลับมาใช้จริงๆ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน
ข้อแนะนำในการใช้เทคนิค
•1.ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
•2.ปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์
•3.สังเกตการตอบสนอของนักเรียน
•4.พัฒนาและปรับปรุงเทคนิคอย่างต่อเนื่อง
เทคนิคเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อใช้อย่างต่อเนื่องและจริงใจ โดยเฉพาะกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ การสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ท้ายนี้ครูสมหทัย รู้สึกประทับใจ ดีใจ ขอบคุณ ทีมงานวิทยากรทุกท่านที่นำความรู้ สิ่งดีดีมีประโยชน์มาส่งต่อให้ครู อยากให้มีคอร์สอบรมดีดีแบบนี้ตลอดไป
บทความที่เกี่ยวข้อง
Facilitation สู่การสร้างห้องเรียนแห่งความสุข: มุมมองจากคุณครูภาคสนาม:
https://school.sila5.com/post/YzAxMTcHADBIek258dFO2hYrUu_QuWEo0Kpb
ครูเสกสันต์ ณ.เชียงใหม่ จากครูดุสู่ครูใจดี : เส้นทางการสร้างห้องเรียนแห่งความสุข
https://school.sila5.com/post/YzAxMbcAAHpoD0WQ3_O18fpuR_7nBboq9268
ครูกาญจนา จารีย์ สอนเด็กให้ทำงานเป็นทีมด้วยผู้นำ 4 ทิศ: จากความเงียบ...สู่พลังแห่งการเรียนรู้
https://school.sila5.com/post/YzAxsTAAAKvt-qoIFU-_CpnoRmrMgdiAW3-x
ครูถาวร ศรีทุม จากความคาดหวัง สู่ความเข้าใจ : ความสุขของครูที่นักเรียนกล้าเข้าหา
https://school.sila5.com/post/YzAxMbcEAPQpazFHaRvxFyV7nDePtVAUQr5t
ครูอลิศรา โพธิ์กิ่ง การสร้างภาวะความเป็นผู้นำในรั้วโรงเรียน :Ep1 เรื่องการสื่อสารที่ดี
https://school.sila5.com/post/YzAxsTACAPF1UJ69ta04UWPIByJItvw5uQoe
ติดตามข่าวสาร คอร์สอบรมต่างๆ ทาง FB โครงการ : https://www.facebook.com/sila5schoolproject
ข้อมูลโครงการโรงเรียนรักษาศีล 5 เชิงคุณภาพฯ : https://school.sila5.com
