เทคนิคเลิกคิดเยอะและเริ่มทำทันที
เคล็ดลับ 26 ข้อ เปลี่ยน "คนคิดเยอะ" ให้เป็น "นักลงมือทำ" ฉบับเข้าใจง่าย ทำได้จริง!
26 ข้อคิดดีๆ จากหนังสือ "เลิกคิดเยอะแล้วลงมือทำทันที" ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ เริ่มจากการจัดระเบียบความคิด สร้างแรงจูงใจ ลงมือทำจากสิ่งเล็กๆ เรียนรู้จากความผิดพลาด สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงมือทำ พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เติมพลังเมื่อหมดไฟ ลดภาระสมอง เปลี่ยนคำวิจารณ์เป็นพลัง กำหนดเส้นตาย นำคำแนะนำไปปฏิบัติ สร้างมิตรภาพ สร้างความมั่นใจ พูดและคิดบวก รักษานาฬิกาชีวิต ฝึกสมาธิ ปรับบุคลิกภาพ ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน วางแผนแต่พอดี จัดลำดับความสำคัญ อยู่กับคนที่มีพลังบวก จดบันทึกทุกสิ่ง อ่านอย่างมีวิจารณญาณ ทบทวนอย่างสม่ำเสมอ และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ คุณจะสามารถก้าวข้ามความเฉื่อยชาและ เปลี่ยนจากนักคิดให้กลายเป็นนักลงมือทำ ที่สร้างความสำเร็จได้อย่างแท้จริง
หนังสือได้รวบรวมข้อคิดดีๆ มากมายที่จะช่วยให้เราเลิกคิดเยอะแล้วลงมือทำทันที ซึ่งหลักการเหล่านี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพกับชีวิตของนักเรียน นักศึกษา และครู เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ การทำงาน และการพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
1.จัดระเบียบความคิด ด้วยการเขียนสิ่งที่คิดออกมา
นักเรียน/นักศึกษา: เมื่อมีไอเดียสำหรับโครงงาน รายงาน หรือรู้สึกสับสนกับเนื้อหาที่เรียน ให้ลองเขียนทุกอย่างออกมา การทำเช่นนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของความคิด และจัดระเบียบสิ่งที่อยู่ในหัวได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่าง: นักศึกษาที่กำลังคิดหัวข้อโปรเจกต์จบ สามารถเขียนไอเดียที่สนใจทั้งหมดลงในกระดาษ จากนั้นค่อยๆ คัดเลือกและเชื่อมโยงแนวคิดเหล่านั้นให้เป็นโครงร่างที่ชัดเจน
ครู: การเขียนสิ่งที่คิดออกมาช่วยในการวางแผนการสอน การออกแบบกิจกรรม หรือการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องเรียน
ตัวอย่าง: ครูที่ต้องการปรับปรุงวิธีการสอน สามารถเขียนปัญหาที่พบและความคิดในการแก้ไข จากนั้นนำมาพิจารณาและปรับใช้จริง
2.ต้องรู้ว่าแรงจูงใจต่างๆ จะลดฮวบในวันพรุ่งนี้ เมื่อเกิดแรงจูงใจเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง ต้องเริ่มทำในวันนี้เลย
นักเรียน/นักศึกษา: หากเกิดแรงบันดาลใจในการอ่านหนังสือ ทำแบบฝึกหัด หรือเริ่มเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบลงมือทำทันที เพราะความกระตือรือร้นอาจลดลงในวันถัดไป
ตัวอย่าง: นักเรียนที่รู้สึกอยากเรียนรู้เรื่องดาราศาสตร์หลังจากดูสารคดี ควรเริ่มค้นหาข้อมูลหรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับดาราศาสตร์ในวันนั้นเลย
ครู: เมื่อมีไอเดียสร้างสรรค์ในการสอน หรืออยากลองใช้เทคนิคใหม่ๆ ในห้องเรียน ควรรีบวางแผนและนำไปปรับใช้โดยเร็ว
ตัวอย่าง: ครูที่ได้ไอเดียเกมสนุกๆ ที่จะช่วยให้เด็กๆ เข้าใจบทเรียน ควรเตรียมอุปกรณ์และวิธีการเล่นเพื่อนำไปใช้ในการสอนครั้งต่อไปทันที
3.เริ่มลงมือทำจากเรื่องง่ายๆ เพื่อสร้างกำลังใจให้ตัวเอง
นักเรียน/นักศึกษา: หากรู้สึกว่างานที่ต้องทำมีขนาดใหญ่และน่าเบื่อ ให้แบ่งเป็นงานย่อยๆ ที่สามารถทำสำเร็จได้ง่ายๆ การทำสิ่งเล็กๆ สำเร็จจะช่วยสร้างกำลังใจและความมั่นใจในการทำงานที่ยากขึ้นต่อไป
ตัวอย่าง: นักศึกษาที่ต้องเขียนรายงานยาว 10 หน้า สามารถเริ่มจากการเขียนหัวข้อและโครงร่างก่อน แล้วค่อยๆ เติมเนื้อหาในแต่ละส่วน
ครู: การเริ่มต้นด้วยการปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ ในการสอน หรือการทดลองใช้กิจกรรมใหม่ๆ ที่ไม่ซับซ้อน จะช่วยสร้างความรู้สึกที่ดีและเป็นแรงผลักดันให้กล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น
ตัวอย่าง: ครูที่ต้องการเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักเรียนในห้องเรียน อาจเริ่มจากการใช้คำถามกระตุ้นความคิดง่ายๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มระดับความท้าทาย
4.อย่างกลัวความผิดพลาด เพราะสุดท้ายความผิดพลาดเหล่านั้น จะเปลี่ยนเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
นักเรียน/นักศึกษา: ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ อย่าท้อแท้เมื่อทำผิดพลาด แต่ให้มองว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้และปรับปรุง
ตัวอย่าง: นักเรียนที่สอบตกวิชาหนึ่ง ไม่ควรเสียใจจนเลิกพยายาม แต่ควรวิเคราะห์ข้อผิดพลาดและหาแนวทางในการปรับปรุงเพื่อสอบให้ผ่านในครั้งต่อไป
ครู: การทดลองวิธีการสอนใหม่ๆ อาจไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป แต่ประสบการณ์จากความผิดพลาดจะช่วยให้ครูเข้าใจนักเรียนและพัฒนากลยุทธ์การสอนให้ดียิ่งขึ้น
ตัวอย่าง: ครูที่ลองใช้กิจกรรมกลุ่มแล้วพบว่านักเรียนบางคนไม่ร่วมมือ ควรนำข้อผิดพลาดนี้มาวิเคราะห์และปรับปรุงวิธีการจัดการกิจกรรมกลุ่มในครั้งต่อไป
5.พาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อม ที่จะทำให้คุณลงมือทำได้ทันที
นักเรียน/นักศึกษา: สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เช่น จัดโต๊ะอ่านหนังสือให้เป็นระเบียบ หลีกเลี่ยงสิ่งรบกวน หรือไปอ่านหนังสือในห้องสมุด
ตัวอย่าง: นักศึกษาที่ต้องการอ่านหนังสือสอบ ควรไปอ่านในห้องสมุดที่เงียบสงบ แทนที่จะอ่านที่บ้านที่มีสิ่งรบกวนมากมาย
ครู: จัดห้องเรียนให้เป็นระเบียบ เตรียมสื่อการสอนให้พร้อม เพื่อให้สามารถเริ่มสอนได้ทันที และสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้
ตัวอย่าง: ครูควรจัดเตรียมอุปกรณ์และเอกสารประกอบการสอนให้พร้อมก่อนเข้าห้องเรียน เพื่อให้การสอนเป็นไปอย่างราบรื่น
6.รู้จักแบ่งเวลามาใช้ในการพัฒนาตัวเองด้วย เช่น การอ่านหนังสือ ฝึกภาษาอังกฤษ ออกกำลังกาย
นักเรียน/นักศึกษา: นอกจากการเรียนในห้องเรียนแล้ว การอ่านหนังสือเพิ่มเติม การฝึกทักษะใหม่ๆ และการดูแลสุขภาพก็มีความสำคัญต่อการพัฒนาตนเองในระยะยาว
ตัวอย่าง: นักเรียนควรแบ่งเวลาในแต่ละสัปดาห์สำหรับการอ่านหนังสือที่สนใจ ฝึกภาษาอังกฤษ หรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ครู: การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับครู เช่น การอ่านหนังสือเกี่ยวกับการสอน การเข้ารับการอบรม หรือการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในการสอน
ตัวอย่าง: ครูควรหาเวลาเข้าร่วมอบรมพัฒนาศักยภาพ หรืออ่านงานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษา เพื่อพัฒนาวิธีการสอนให้ทันสมัย
7.เมื่อหมดเพลังต้องรู้จัก เพิ่มพลังให้ตัวเองด้วยสามสิ่งนี้ - งีบหลับ - ออกกำลังกายเบา ๆ ท่ามกลางธรรมชาติ - อาบน้ำ
นักเรียน/นักศึกษา: เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเรียนหนัก การงีบหลับสั้นๆ การออกกำลังกายเบาๆ ในที่อากาศถ่ายเท หรือการอาบน้ำ จะช่วยให้รู้สึกสดชื่นและมีพลังกลับมาเรียนต่อได้
ตัวอย่าง: นักศึกษาที่อ่านหนังสือสอบมาหลายชั่วโมง อาจพักด้วยการออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะสักครู่
ครู: การดูแลสุขภาพกายและใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับครู เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า ควรหาเวลาพักผ่อน ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย
ตัวอย่าง: ครูที่สอนมาทั้งวัน อาจผ่อนคลายด้วยการงีบหลับสั้นๆ หรือเดินเล่นในสวนหลังเลิกงาน
8.ลดภาระของสมอง ด้วยการจัดข้าวของที่อยู่ใกล้ตัว
นักเรียน/นักศึกษา: การจัดโต๊ะเรียนให้เป็นระเบียบ เก็บเอกสารและหนังสือให้เข้าที่ จะช่วยลดความวุ่นวายในสมองและทำให้มีสมาธิในการเรียนมากขึ้น
ตัวอย่าง: นักเรียนควรจัดเก็บหนังสือเรียน สมุด และอุปกรณ์การเรียนให้เป็นระเบียบหลังเลิกเรียน
ครู: การจัดห้องเรียนและโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ จะช่วยให้ครูสามารถค้นหาสื่อการสอนและเอกสารต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และลดความเครียดในการทำงาน
ตัวอย่าง: ครูควรจัดเก็บแฟ้มเอกสารต่างๆ ให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อสะดวกในการค้นหา
9.เปลี่ยนคำวิจารณ์รอบข้าง ให้กลายเป็นพลังที่ใช้ในการเติบโต
นักเรียน/นักศึกษา: เมื่อได้รับคำวิจารณ์จากครู เพื่อน หรือคนรอบข้าง อย่าเพิ่งรู้สึกแย่ แต่ให้พิจารณาว่ามีส่วนใดที่สามารถนำไปปรับปรุงและพัฒนาตนเองได้
ตัวอย่าง: นักเรียนที่ได้รับคำแนะนำจากครูเกี่ยวกับรายงานที่ส่งไป ควรนำคำแนะนำนั้นมาปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น
ครู: การรับฟังคำวิจารณ์จากนักเรียน ผู้บริหาร หรือเพื่อนร่วมงาน และนำมาพิจารณาเพื่อปรับปรุงวิธีการสอนและการทำงาน จะช่วยให้ครูพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่าง: ครูควรเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับวิธีการสอน เพื่อนำมาปรับปรุงให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
10.ใส่ใจกับการทำให้คนรอบข้างสนุกสนาน
นักเรียน/นักศึกษา: การสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานและเป็นกันเองกับเพื่อนร่วมชั้น จะช่วยให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตัวอย่าง: นักเรียนอาจชวนเพื่อนทำกิจกรรมกลุ่ม หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างสนุกสนาน
ครู: การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานและผ่อนคลาย จะช่วยกระตุ้นความสนใจของนักเรียนและทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่าง: ครูอาจใช้เกม หรือกิจกรรมที่น่าสนใจในการสอน เพื่อให้นักเรียนรู้สึกสนุกกับการเรียนรู้
11.ต้องรู้จักกำหนดเดดไลน์ในกับตัวเอง
นักเรียน/นักศึกษา: การกำหนดเวลาสิ้นสุดสำหรับงานต่างๆ ที่ต้องทำ จะช่วยให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนและกระตุ้นให้ทำงานให้เสร็จตามเวลา
ตัวอย่าง: นักศึกษาที่ได้รับมอบหมายงานกลุ่ม ควรแบ่งงานและกำหนดเวลาส่งงานของแต่ละส่วนให้ชัดเจน
ครู: การกำหนด deadlines สำหรับการเตรียมการสอน การตรวจงาน หรือการทำกิจกรรมต่างๆ จะช่วยให้ครูสามารถบริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่าง: ครูควรกำหนดเวลาสำหรับการตรวจแบบฝึกหัดของนักเรียน เพื่อให้สามารถคืนให้นักเรียนได้ทันเวลา
12.เมื่อได้รับคำแนะนำที่ดีต้องลงมื่อทำตาม
นักเรียน/นักศึกษา: หากได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์จากครู อาจารย์ หรือผู้มีประสบการณ์ ควรรีบนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาตนเอง
ตัวอย่าง: นักเรียนที่ได้รับคำแนะนำจากครูให้ลองใช้เทคนิคการจำแบบใหม่ ควรนำไปทดลองใช้จริง
ครู: เมื่อได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับการสอน ควรรีบนำมาพิจารณาและทดลองใช้ในห้องเรียน
ตัวอย่าง: ครูที่เข้าร่วมอบรมและได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการจัดการชั้นเรียน ควรนำมาปรับใช้ในห้องเรียนของตนเอง
13.จงทักทาย และเข้าหาคนอื่นก่อน แม้จะพึ่งเจออีกฝ่ายเป็นครั้งแรกก็ตาม
นักเรียน/นักศึกษา: การเป็นฝ่ายทักทายและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ หรืออาจารย์ จะช่วยสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ที่ดี
ตัวอย่าง: นักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้าเรียน ควรกล้าที่จะทักทายและทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมชั้น
ครู: การเป็นฝ่ายทักทายและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียน ผู้ปกครอง และเพื่อนร่วมงาน จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานและการเรียนรู้
ตัวอย่าง: ครูควรทักทายนักเรียนด้วยความเป็นมิตรเมื่อเจอกัน
14.ถ้าไม่มั่นใจ ลองแสร้งทำเหมือนว่ามั่นใจ สิ่งนั้นจะทำให้เราเป็นคนมั่นใจขึ้นมาจริง ๆ
นักเรียน/นักศึกษา: เมื่อต้องนำเสนอหน้าชั้นเรียน หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ไม่คุ้นเคย หากรู้สึกไม่มั่นใจ ลองแสดงออกอย่างมั่นใจ การทำเช่นนั้นอาจช่วยลดความประหม่าและทำให้รู้สึกมั่นใจขึ้นจริงๆ
ตัวอย่าง: นักเรียนที่ต้องนำเสนอโครงงานหน้าชั้นเรียน อาจฝึกซ้อมการนำเสนอหลายๆ ครั้ง และแสดงท่าทางที่มั่นใจขณะนำเสนอ
ครู: เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ๆ ในการสอน หากรู้สึกไม่มั่นใจ ลองแสดงออกอย่างมืออาชีพและมั่นใจ การทำเช่นนั้นจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง
ตัวอย่าง: ครูที่ต้องสอนในหัวข้อที่ไม่คุ้นเคย อาจเตรียมตัวอย่างละเอียดและแสดงความกระตือรือร้นในการสอน
15.ใช้คำพูดแง่บวก กระตุ้นให้ตัวเราเองมีกำลังใจ
นักเรียน/นักศึกษา: พูดกับตัวเองในเชิงบวก ให้กำลังใจตัวเองเมื่อเจอปัญหา หรือเมื่อรู้สึกท้อแท้
ตัวอย่าง: แทนที่จะคิดว่า "ฉันทำไม่ได้" ให้เปลี่ยนเป็น "ฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุด"
ครู: ใช้คำพูดที่สร้างสรรค์และให้กำลังใจกับนักเรียน เพื่อกระตุ้นให้พวกเขามีความมั่นใจและมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้
ตัวอย่าง: แทนที่จะตำหนิเมื่อนักเรียนทำผิดพลาด ให้พูดว่า "ลองใหม่อีกครั้งนะ ครูเชื่อว่าเธอทำได้"
16.ตื่นนอนเวลาเดิมทุกวัน เพื่อรักษาจังหวะของร่่างกายเอาไว้
นักเรียน/นักศึกษา: การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอและตื่นนอนเวลาเดิมทุกวัน จะช่วยให้ร่างกายและจิตใจพร้อมสำหรับการเรียนรู้
ตัวอย่าง: นักเรียนควรพยายามเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอสำหรับการเรียนในวันถัดไป
ครู: การรักษานิสัยการนอนที่ดี จะช่วยให้ครูมีสุขภาพแข็งแรงและมีพลังในการสอน
ตัวอย่าง: ครูควรหลีกเลี่ยงการนอนดึกและพยายามตื่นนอนให้เป็นเวลา
17.ฝึกสมาธิ และควบคุมลมหายใจ จะช่วยให้คุณเป็นคนตัดสินใจได้ดีขึ้น
นักเรียน/นักศึกษา: การฝึกสมาธิจะช่วยให้มีจิตใจสงบ มีสมาธิในการเรียน และสามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างรอบคอบมากขึ้น
ตัวอย่าง: นักเรียนอาจใช้เวลาสั้นๆ ในแต่ละวันเพื่อฝึกการหายใจเข้าออกอย่างมีสติ
ครู: การฝึกสมาธิจะช่วยลดความเครียด และทำให้ครูสามารถตัดสินใจในสถานการณ์ต่างๆ ในห้องเรียนได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น
ตัวอย่าง: ครูอาจฝึกสมาธิก่อนเริ่มการสอน เพื่อให้มีจิตใจที่สงบและพร้อมสำหรับการทำงาน
18.นั่งหรือยืนยืดอกบ่อยๆ ช่วยให้ฮอร์โมนความเครียดลดลง
นักเรียน/นักศึกษา: การปรับเปลี่ยนท่าทางระหว่างเรียน หรือการยืนยืดอก จะช่วยลดความตึงเครียดของร่างกายและจิตใจ
ตัวอย่าง: นักเรียนที่ต้องนั่งเรียนเป็นเวลานาน ควรลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง
ครู: การมีท่าทางที่สง่าผ่าเผย จะช่วยสร้างความมั่นใจและลดความเครียดในการทำงาน
ตัวอย่าง: ครูควรระมัดระวังเรื่องท่าทางขณะสอนและการทำงาน
19.ตั้งเป้าหมายให้มีตัวเลขชัดเจน
นักเรียน/นักศึกษา: การตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมและสามารถวัดผลได้ จะช่วยให้มีทิศทางในการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองที่ชัดเจน
ตัวอย่าง: แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า "อยากเรียนเก่งขึ้น" ให้ตั้งเป้าหมายว่า "จะอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนอย่างน้อย 1 ชั่วโมงทุกวัน"
ครู: การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการสอน หรือการพัฒนาตนเอง จะช่วยให้ครูมีแรงจูงใจและสามารถประเมินผลความสำเร็จได้
ตัวอย่าง: แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า "อยากสอนให้ดีขึ้น" ให้ตั้งเป้าหมายว่า "จะนำเทคนิคการสอนแบบ Active Learning มาใช้ใน 3 บทเรียนภายในเดือนนี้"
20.การกำหนดแผนการทำงาน ต้องไม่ให้แน่นมากเกินไป เผื่อเวลาว่างเอาไว้ด้วย
นักเรียน/นักศึกษา: การวางแผนการเรียนและการทำกิจกรรมต่างๆ ควรมีความยืดหยุ่น เผื่อเวลาสำหรับพักผ่อน หรือทำกิจกรรมที่สนใจบ้าง เพื่อไม่ให้รู้สึกกดดันมากเกินไป
ตัวอย่าง: นักเรียนที่วางแผนอ่านหนังสือสอบ ควรมีเวลาพักผ่อนระหว่างนั้น และมีเวลาสำหรับทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ชอบด้วย
ครู: การวางแผนการสอนและการทำงานต่างๆ ควรมีความสมดุล เผื่อเวลาสำหรับการพักผ่อนและการทำกิจกรรมส่วนตัว เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงาน
ตัวอย่าง: ครูควรมีเวลาว่างในตารางสอนสำหรับเตรียมการสอน หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับงาน
21.จัดลำดับความสำคัญของงาน และทำตามลำดับที่กำหนดไว้
นักเรียน/นักศึกษา: แยกแยะงานที่สำคัญเร่งด่วนออกจากงานที่ไม่เร่งด่วน และทำงานที่สำคัญที่สุดก่อน
ตัวอย่าง: นักเรียนที่ใกล้สอบ ควรให้ความสำคัญกับการทบทวนเนื้อหาบทเรียนมากกว่าการทำกิจกรรมอื่นๆ
ครู: จัดลำดับความสำคัญของงานต่างๆ เช่น การสอน การตรวจงาน การประชุม และการเตรียมการสอน และทำงานตามลำดับความสำคัญ
ตัวอย่าง: ครูควรให้ความสำคัญกับการเตรียมการสอนให้ดี ก่อนที่จะทำกิจกรรมอื่นๆ
22.พาตัวเองไปอยู่ในแวดวงคนที่กระตือรือล้น
นักเรียน/นักศึกษา: คบเพื่อนที่ตั้งใจเรียน มีเป้าหมาย และมีความกระตือรือร้น เพราะสภาพแวดล้อมที่ดีจะช่วยส่งเสริมให้เราพัฒนาตนเอง
ตัวอย่าง: นักเรียนที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ควรเข้าร่วมชมรมภาษาอังกฤษ หรือพูดคุยกับเพื่อนที่สนใจภาษาอังกฤษเช่นกัน
ครู: เข้าร่วมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนร่วมงานที่มีความกระตือรือร้น จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาแนวทางการสอน
ตัวอย่าง: ครูควรเข้าร่วมกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูท่านอื่นๆ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และแนวทางการสอน
23.หาตั้งใจทำอะไรสักอย่าง อย่าพึ่งพาความทรงจำ ต้องจดบันทึกลงไป
นักเรียน/นักศึกษา: จดบันทึกสิ่งที่ต้องทำ กำหนดการสอบ หรือข้อมูลสำคัญต่างๆ เพื่อไม่ให้หลงลืม
ตัวอย่าง: นักเรียนควรจดบันทึกการบ้าน หรือกำหนดส่งงานต่างๆ ลงในสมุดบันทึก หรือแอปพลิเคชัน
ครู: จดบันทึกสิ่งที่ต้องทำ ไอเดียในการสอน หรือข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับนักเรียน เพื่อช่วยในการบริหารจัดการงานและการสอน
ตัวอย่าง: ครูควรจดบันทึกพฤติกรรม หรือพัฒนาการที่น่าสนใจของนักเรียนแต่ละคน
24.ไม่เพียงแต่อ่านหนังสือให้จบเล่ม แต่ต้องคิดด้วยกว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
นักเรียน/นักศึกษา: เมื่ออ่านหนังสือ หรือเรียนเนื้อหาต่างๆ ไม่เพียงแต่ทำความเข้าใจเนื้อหา แต่ควรคิดวิเคราะห์ว่าความรู้เหล่านั้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือในการเรียนได้อย่างไร
ตัวอย่าง: หลังจากอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ นักเรียนอาจลองคิดว่าเหตุการณ์ในอดีตมีบทเรียนอะไรที่สามารถนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันได้บ้าง
ครู: เมื่ออ่านหนังสือ หรือเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการสอน ควรพิจารณาว่าแนวคิดหรือเทคนิคใหม่ๆ เหล่านั้น สามารถนำมาปรับใช้ในการสอนของตนเองได้อย่างไร
ตัวอย่าง: ครูที่อ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาการเรียนรู้ ควรพิจารณาว่าความรู้ที่ได้มา สามารถนำมาปรับวิธีการสอนให้เข้ากับความแตกต่างของผู้เรียนได้อย่างไร
25.การหลงลืมเป็นเรื่องปกติ จึงจำเป็นต้องทบทวนเพื่อให้จำได้แม่น
นักเรียน/นักศึกษา: ทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้จำเนื้อหาได้นาน และพร้อมสำหรับการสอบ
ตัวอย่าง: นักเรียนควรทบทวนเนื้อหาที่เรียนในแต่ละวัน หรือในแต่ละสัปดาห์
ครู: ทบทวนแผนการสอน หรือเนื้อหาที่เคยสอน เพื่อให้การสอนในครั้งต่อไปมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ตัวอย่าง: ครูควรทบทวนแผนการสอนก่อนเข้าห้องเรียน
26.เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ไม่ยึดติดกับวิธีเดิมๆ
นักเรียน/นักศึกษา: พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง
ตัวอย่าง: นักเรียนควรเปิดใจเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยในการเรียน
ครู: พร้อมที่จะทดลองวิธีการสอนใหม่ๆ และปรับปรุงวิธีการสอนให้ทันสมัยอยู่เสมอ
ตัวอย่าง: ครูควรเข้าร่วมอบรมเพื่อเรียนรู้เทคนิคการสอนใหม่ๆ และนำมาทดลองใช้ในห้องเรียน
สรุป
ข้อคิดดีๆ จากหนังสือเล่มนี้ เป็นแนวทางที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง สำหรับนักเรียน นักศึกษา และครู ในการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่ลงมือทำอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ย่อท้อต่อความผิดพลาด และพร้อมที่จะเรียนรู้และเติบโตอย่างต่อเนื่อง การนำหลักการเหล่านี้ไปปรับใช้ จะช่วยให้ทุกท่านสามารถบรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จในชีวิตการเรียน การทำงาน และการพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน
Cr. Facebook Readism
7 กิจวัตรความดีประกอบด้วย
รับชมสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับ 7 กิจวัตรความดีได้ที่
https://school.sila5.com/project/tools/media
บทความที่เกี่ยวข้อง
Facilitation สู่การสร้างห้องเรียนแห่งความสุข: มุมมองจากคุณครูภาคสนาม:
https://school.sila5.com/post/YzAxMTcHADBIek258dFO2hYrUu_QuWEo0Kpb
ครูเสกสันต์ ณ.เชียงใหม่ จากครูดุสู่ครูใจดี : เส้นทางการสร้างห้องเรียนแห่งความสุข
https://school.sila5.com/post/YzAxMbcAAHpoD0WQ3_O18fpuR_7nBboq9268
ครูกาญจนา จารีย์ สอนเด็กให้ทำงานเป็นทีมด้วยผู้นำ 4 ทิศ: จากความเงียบ...สู่พลังแห่งการเรียนรู้
https://school.sila5.com/post/YzAxsTAAAKvt-qoIFU-_CpnoRmrMgdiAW3-x
ครูถาวร ศรีทุม จากความคาดหวัง สู่ความเข้าใจ : ความสุขของครูที่นักเรียนกล้าเข้าหา
https://school.sila5.com/post/YzAxMbcEAPQpazFHaRvxFyV7nDePtVAUQr5t
ครูสมหทัย แคว้นไธสง เปิดประตูสู่ความเข้าใจ : การใช้การฟังเชิงลึกเพื่อเปลี่ยนแปลงห้องเรียน
https://school.sila5.com/post/YzAxsTAEACSJ1r0xV-hsKASx8_hKVcGc_1xF
ครูอลิศรา โพธิ์กิ่ง การสร้างภาวะความเป็นผู้นำในรั้วโรงเรียน : เรื่องการสื่อสารที่ดี
https://school.sila5.com/post/YzAxsTACAPF1UJ69ta04UWPIByJItvw5uQoe
#7กิจวัตรความดี #ห้องเรียนแห่งความสุข #เครื่องมือพัฒนานักเรียน #โรงเรียนรักษาศีล5
